1. รักษาความสะอาดของร่างกายให้ดี แม้ว่าเธอจะบอกว่า ไม่รังเกียจ โดยเฉพาะเจ้าน้องชายของคุณ ควรหมั่นล้างทำความสะอาดทุกเช้าเย็น
2. อย่าสรุปเองว่า สิ่งที่คุณปฏิบัติให้ผู้หญิงอื่นพึงพอใจมาแล้ว จะได้ผลเช่นเดียวกันกับสาวของคุณ ความสัมพันธ์ที่ละเอียดอ่อนนี้ขาดสะบั้นมามากมาย เพราะต่างฝ่ายต่างไม่พูดจาปรับความเข้าใจกัน ควรจะสื่อสารภาษารัก
3. ปลุกเร้าอารมณ์ของเธอด้วยการเปลื้องผ้าออกบ้างระหว่างทางไปห้องนอน และเมื่อจะขึ้นเตียง คุณก็ควรมีรอยยิ้มให้เธอบ้าง
4. ผู้หญิงชอบให้คุณปลดบราของเธอด้วยมือข้างเดียว ไม่ว่าจะเป็นแบบตะขอข้างหลังหรือข้างหน้าก็ตาม
5. ทดลองท่วงท่าลีลารักที่ไม่กดน้ำหนักที่เธอมากเกินไป อย่างการชันศอกขึ้นและดันตัวไปข้างหน้า ให้อาวุธประจำกายสัมผัสกับปุ่มคลิตอริส จะสร้างความหฤหรรษ์แก่เธอได้ดี
6. อย่าเปลื้องผ้าออกจนเปลือยเปล่า เหลือไว้บ้าง เช่น สวมทีเชิ้ตโดยไม่สวมกางเกง จะช่วยเร้าอารมณ์ของเธอได้ดี
7. ผู้หญิงลงความเห็นว่า ผู้ชายที่ไร้เสน่ห์คือ ชายที่ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะร่วมรักอย่างเดียว โดยไม่มีการเล้าโลมส่วนอื่นๆ ของเธอ นักรักที่ดีจึงต้องใส่ใจในความสุขของเธอ อย่าเอาแต่กอบโกยแต่ฝ่ายเดียว
8. การจูบควรทำอย่างนุ่มนวล สัมผัสริมฝีปากและฟันก่อน แล้วค่อยเลยไปยังปลายลิ้น
9. ผู้หญิงเกือบร้อยทั้งร้อยต้องการการโอบกอด สัมผัสจากชายคนรักมากกว่าการมีกิจกรรมทางเพศ และการไปถึงดวงดาว ควรดูจากภาษากายของเธอบ้าง ว่าต้องการอะไร
10. ต้องยอมรับว่า ผู้หญิงทุกคนไม่อาจถึงจุดสุดยอดจากการสอดใส่เพียงอย่างเดียว เธอต้องการให้คุณใช้อวัยวะส่วนอื่นสัมผัสกับจุดเร้าอารมณ์บนร่างของเธอด้วย
11. อย่าเร่งจังหวะโดยการกระแทกจนเธอรู้สึกเจ็บ เธออาจไม่กล้าขอให้คุณเบาลง แต่เธอจะเข็ดขยาด ลองควบคุมตัวเอง ผ่อนหนักผ่อนเบาแล้วคุณจะพบว่า เธอรับสัมผัสได้มากขึ้น
12. สิ่งที่ทรมานที่สุดของผู้หญิงก็คือ การที่คุณพยายามกระตุ้นปุ่มคลิตอริสเพื่อให้เธอถึงอีกครั้ง หลังจากผ่านครั้งแรกไปแล้ว หากเธอมีความต้องการอีกล่ะก็ เธอจะบอกให้คุณรู้เอง
13. ผู้หญิงหลายคนมีความรู้สึกขัดต่อท่วงท่าลีลาที่ไม่มาตรฐาน บางคนชอบ บางคนรังเกียจ ลองสังเกตท่าทีของเธอก่อน สบตาเธอบ้าง เพื่อสื่อความหมาย
14. ไม่มีตำราทางเพศเล่มใดระบุว่า การถึงจุดสุดยอดของผู้หญิงต้องมีความต่อเนื่อง เธออาจถึงได้หลังจากมีการพักยก
15. อย่าคิดว่า การร่วมรักในช่วงมีรอบเดือนเป็นสิ่งต้องห้าม ก่อนมีประจำเดือน ผู้หญิงจะมีความต้องการทางเพศสูงกว่าปกติ และมีถึง 15% ที่มีอารมณ์มากในช่วงรอบเดือน เตรียมผ้ายางปูบนที่นอนไว้ด้วยก็แล้วกัน เพื่อความสะอาด
16. ยามที่เธอกำลังอยู่ในอารมณ์สูงสุด บางคนอาจเปล่งวาจาหยาบคายออกมาหรือเสียงดัง เพื่อผ่อนคลายอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ คุณไม่ควรนำมาพูดหลังจากนั้น เพราะไม่ใช่เรื่องที่สุภาพบุรุษกระทำกัน
17. ผู้หญิงมากกว่าครึ่งชอบช่วยเหลือตัวเองต่อหน้าชายคนรัก เพราะเธอจะมีอารมณ์มากขึ้น เมื่อคุณจ้องมอง ซึ่งก็จะเป็นการเร้าอารมณ์ของคุณได้ดีด้วย
18. เมื่อเธอช่วยตัวเองนั้น ควรจะสังเกตและจำไว้ว่า เธอชอบให้สัมผัสตรงส่วนไหน แล้วก็ช่วยเธอในโอกาสต่อไป
19. ผู้หญิงเองก็ชอบดูคุณช่วยตัวเองเช่นกัน แต่ไม่ต้องแอบทำหรอก ปฏิบัติต่อหน้าเธอจะดีกว่า
20. การเล้าโลมมีความสำคัญมากกว่าการสอดใส่ อย่าคิดว่าเธอเป็นวัวเคยขาแล้วจะไม่เล้าโลม ยิ่งอยู่ด้วยกันมานาน รู้ไส้รู้พุง ยิ่งต้องปลุกเร้าอารมณ์กันนานขึ้น
21. ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการให้มีการเล้าโลม กระตุ้นอารมณ์ประมาณ 15 นาที ก่อนการร่วมรัก
22. พบว่า เรื่องโหดร้าย น่ากลัวหรือหวาดเสียว สามารถเร้าอารมณ์เธอได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน และไม่ใช่ในครั้งแรกๆ
23. หากเธอไม่ถึงจุดสุดยอดใน 10 นาทีแรกแล้วล่ะก็ เธอคงไม่ถึงแน่ในครั้งนั้น ลองเปลี่ยนวิธีอื่น ดีกว่าทู่ซี้ทำให้เธอเจ็บปวด
24. ลองร่วมรักในสถานที่แปลกใหม่บ้าง เช่น ในห้องครัว ห้องน้ำ สวนหลังบ้าน โรงรถ แต่ในรถมีผู้หญิงไม่มากนักที่ชื่นชอบ
25. ผู้หญิงส่วนใหญ่อยากรู้ว่า คุณมีรสนิยมแบบไหน แต่ไม่ใช่เรื่องพิสดารเกินมนุษย์จะกระทำ
26. คุณควรเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการป้องกันการตั้งครรภ์ เช่น หลั่งภายนอกหรือใช้ถุงยางอนามัย การรอให้เธอเตือนหรือกระทำนั้น ถือเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง
27. ให้เธอมีความมั่นใจเรื่องการคุมกำเนิด จะทำให้เธอปล่อยใจไปกับเกมรักได้มากขึ้น
28. หากคุณเหนื่อย แต่เธอยังต้องการ ไม่ต้องฝืนตัวเองทำต่อ ใช้นิ้วหรือลิ้นสร้างความพอใจให้แทนก็ได้
29. ก่อนจะเล่าตำนานรักอันโชกโชนหรือสถิติคู่นอนของคุณ ลองตรวจดูก่อนว่า เธออยากรับรู้หรือไม่
30. การพูดคุยเป็นเรื่องดี ผู้หญิงเองก็ชอบ และช่วยให้สัมพันธภาพดีขึ้น
31. คุณควรเข้าใจว่า เป็นเพราะระดับฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิง ทำให้เธอมีความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกวี่วัน สิ่งที่ดีคือ การร่วมรักระหว่างคุณกับเธอในแต่ละวันนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
32. หากคุณมีปัญหาทางเพศส่วนตัว เช่น หลั่งเร็ว ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไข
33. หากมีปัญหากับเธอ ควรพูดคุยปรับความเข้าใจกัน ไม่ควรไปหาคนอื่น เพราะมีแต่จะทำให้เรื่องลุกลามใหญ่โต
34. เธอพอใจที่จะออรัลเซ็กซ์ให้คุณ แต่ยังกังวลว่า ทำถูกวิธีหรือเปล่า ค่อยๆ แนะนำวิธีใช้ลิ้นให้เธอ อย่าดุหรือแสดงความไม่พอใจใดๆ
35. มีผู้หญิงเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ชอบของใหญ่ อย่ากังวลกับขนาดของอาวุธประจำกาย
36. อย่าบังคับให้เธอกลืนกินน้ำรัก หากไม่ยินยอม แค่ให้เธอใช้ลิ้นและริมฝีปาก ด้วยวิธีที่คุณชอบก็พอแล้ว
37. ผู้หญิงส่วนใหญ่พึงพอใจที่คุณออรัลเซ็กซ์ให้เธอ แล้วเธอก็มักจะถึงดวงดาวด้วยวิธีนี้ด้วย
38. แม้ว่าเธอจะชอบที่คุณออรัลเซ็กซ์ให้ แต่จะเสียความรู้สึก หากคุณรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปล้างปาก หรือแปลงฟันหลังจากทำรักที่ว่านี้ เพราะมันหมายถึงคุณรังเกียจ หรือคิดว่าเธอสกปรก
39. ผู้หญิงส่วนมากคิดว่า ท่วงท่า 69 เป็นเรื่องความพอใจของแต่ละฝ่าย คือ คุณไม่อาจทำให้เธอพอใจได้ หากคุณยังเอาแต่ห่วงว่าเธอต้องทำให้คุณพอใจ
40. เซ็กซ์ที่ดีไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เธอต้องการรู้ว่า คุณชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน หากคุณไม่บอกก็สื่อด้วยท่าทีให้รู้ก็ได้
41. อย่าอิจฉาอุปกรณ์ช่วยเหลืออย่าง ไวเบรเตอร์ หากเธอใช้มันบ้าง เธอไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณรู้สึกว่า อาวุธของคุณมีประสิทธิภาพด้อยกว่าแท่งพลาสติกหรอก
42. ทำรักทางประตูหลังไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงหลายคนชื่นชอบ บางคนนึกหวาดเสียวแค่คิดถึงมัน ก่อนลองปฏิบัติการ ควรไถ่ถามเสียก่อน
43. หากคุณเกิดอารมณ์คึกคักขึ้นมากลางดึก ในขณะที่เธอนอนหลับใหลอยู่ข้างๆ อย่าจู่โจม ควรค่อยๆเล้าโลมให้เธอมีอารมณ์ที่จะตอบสนอง
44. หลังการร่วมรัก ควรกุมมือเธอไว้หรือสวมกอด ก่อนที่จะหลับไปพร้อมๆ กัน เธอจะพอใจมาก
45. ผู้หญิงส่วนมากต้องการมีเซ็กซ์มากขึ้นกว่าที่ได้รับอยู่ แต่ไม่รู้จะบอกอย่างไร
46. ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้ชีวิตร่วมกันสำหรับความคิดของผู้หญิง
47. จี สปอต คือ ปุ่มกระสันที่อยู่ด้านบนของผนังช่องคลอด ลึกเข้าไปประมาณ 1 นิ้ว หามันให้พบ แล้วค่อยๆ สัมผัสอย่างนุ่มนวล จะให้ความรู้สึกแก่เธอได้ดีกว่าคลิตอริสเสียอีก
48. หญิงสาวที่มีอายุส่วนใหญ่จะมีความชำนาญในเรื่องเพศมากกว่าสาวรุ่น
49. ภาษากายหรือวาจาที่ใช้สื่อสารในการร่วมรัก ควรเป็นที่รับรู้ระหว่างกันเท่านั้น
50. หากมีสาวหน้าใหม่มาเป็นคู่นอนที่คอนโดมิเนียมของคุณ ควรเอื้อเฟื้อเสื้อเชิ้ตสะอาด ให้เธอสวมหลังจากผ่านคืนอันสุขสม จะดีมาก
วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
พลังจิต (Mind Power)
พลังจิต (Mind Power) หมายถึงคลื่นความถี่ของพลังงานความคิด (Pranic Energy) ซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้าบวก (Proton) ไฟฟ้าลบ (Electron) ที่เกิดจากต่อมไพเนียล (Pineal Body) ที่สมองตอนบน เมื่อบุคคลคิดต่อมนี้จะสร้างคลื่นความถี่ของความคิดขึ้น คลื่นนี้อาจจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขบวนการทางความคิด (Thinking Process) นั้น คลื่นนี้จะลอยอยู่รอบๆตัวผู้คิด เมื่อคิดถึงใคร คลื่นนั้นจะพุ่งตรงไปยังต่อมสร้างความคิดของผู้รับนั้น ถ้าผู้รับรับคลื่นความคิดนั้นได้ จะเกิดความคิดเช่นนั้นทันที เรียกว่าเกิดการรับรู้ความคิดของผู้อื่นได้
บุคคลที่มีพลังจิตสูง
บุคคลที่มีพลังจิตสูงคือ บุคคลที่มีสมาธิดี เช่น มีสมาธิอยู่ในขั้นกลางที่เรียกว่าอุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ
การทำงานของพลังจิต
จิตจะทำงานได้จิตต้องมีเครื่องมือคือร่างกายที่เป็นอยู่ของจิต จิตจึงแสดงผลออกมาให้เห็นได้ ส่วนของมันสมองมีหน้าที่รับคำสั่งของจิตคือ ต่อมไพเนียล (Pinial Body) ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆ สีแดงอมเทา รูปกรวย เป็นส่วนประกอบของปลายประสาท ต่อมนี้อยู่ในส่วนกลางตอนบนของมันสมอง เมื่อต่อมไพเนียลรับคำสั่งของจิตต่อมนี้จะสร้างเป็นคลื่นความถี่ออกมา คลื่นความถี่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความคิดนั้น และจะลอยอยู่รอบๆ ตัวผู้คิด และคลื่นความถี่นี้จะวิ่งไปตามประสาทต่างๆ ทั้งร่างกายเพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะนั้นๆ พลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆจะมีกระแสความถี่ต่างกันตามหน้าที่ของอวัยวะและคนนั้นๆอีกด้วย เช่น Electron และ Protron ที่ควบคุมการทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ทำให้มีการสร้างและการทำลายของเซลล์ได้ตามปกติ เช่น ทำลายไป 10 เซลล์ก็จะสร้างขึ้นมาทดแทนเช่นเดิม อวัยวะนั้นจะทำหน้าที่ได้ตามปกติ สร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้สูงเป็นปกติ ร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์
การศึกษาพลังจิต
ได้มีการค้นคว้าทางพลังจิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ประเทศไทยเรียกพลังนี้ว่าพลังอำนาจทิพย์ ในต่างประเทศ เช่น ชาวจีนโบราณเรียกว่าพลังแห่งชีวิต (Life Force Energy) ชาวยุโรป เช่น เยอรมันเรียกว่าพลังงานแม่เหล็กสัตว์ (Animal Magnetism) ชาวรัสเซียเรียกว่าพลังงานชีวภาพ (Bioplasmic Energy) นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มประเทศตะวันตกเรียกว่าพลังชีวภาพ (Bio Energy) หรือพลังแม่เหล็กไฟฟ้า (Electo Magnetic Force)
บุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงคือผู้ที่มีพลังจิตสมบูรณ์ควบคุมอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกายทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นแจ่มใสกระฉับกระเฉง พลังจิตจะเปล่งเป็นรัศมีออกโดยรอบร่างกาย ตรงกันข้ามคนป่วยจะมีพลังจิตควบคุมอยู่เพียงเล็กน้อย ภูมิต้านทานในร่างกายจะลดต่ำลง ร่างกายจะอ่อนแอ และจะมีร่างกายที่ปกติเหมือนเดิมได้เมื่อได้รับพลังจิตนั้นๆ เพิ่มขึ้น
ดังนั้นพลังจิต จึงเป็นพลังงานที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น การหมุนเวียนของโลหิต การเจริญเติบโตของเซลล์ หากร่างกายส่วนใดขาดพลังจิตร่างกายส่วนนั้นจะไม่สามารถทำหน้าที่ใดๆ ได้ตามปกติ หรือร่างกายไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ พลังจิตที่ใช้กันทั่วไปมี 3 ลักษณะคือ
1. Telepathy คือพลังงานแห่งเมตตา พลังนี้ติดต่อกันได้โดยทางจิต เป็นพลังงานที่ใช้เพื่อการสร้างสรรค์
2. Telkynesys คือพลังงานที่ใช้บังคับวัตถุให้เคลื่อนที่ หรือใช้เพื่อทำลายวัตถุต่างๆ เป็นพลังงานที่ใช้ เพื่อการบังคับ หรือเพื่อการทำลาย
3. Teleportation คือพลังงานที่ใช้เพื่อการล่องหนหายตัว เมื่อใช้พลังงานนี้แล้ว สามารถเดินบนน้ำบนอากาศ หรือเพื่อผ่านเครื่องกีดขวางได้
พลังจิตผิดปกติทำให้เจ็บป่วย
จิตมีอำนาจเหนือร่างกาย ที่เรียกว่า จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยจิต เมื่อจิตมีอำนาจของกรรมครอบงำอยู่ จิตนั้นจะสั่งกาย ซึ่งเป็นเครื่องมือของจิตตามอำนาจของกรรมนั้น เช่น จิตมีอำนาจของอกุศลกรรมมาก พลังงานไฟฟ้าที่ออกมาจะไม่มีความสมดุลย์ทางธรรมชาติ เช่น ทำให้พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก พลังงานไฟฟ้าลบสูงมากบ้าง จะมีผลทำให้ระบบการสร้าง การทำลายของร่างกายไม่คงที่ ดังนี้
พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์มากกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างโตกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของโรคบวม เนื้องอก เช่น โรคหัวใจ โรคมดลูก เนื้องอกธรรมดา เนื้องอกมะเร็ง เป็นต้น
นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งได้กล่าวถึง ทฤษฏีเกี่ยวกับมะเร็งที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดว่า เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในตัวคนเราตลอดเวลา แต่ถูกทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาว ก่อนที่มันจะโตจนก่อพิษภัยแก่ร่างกาย โรคมะเร็งเกิดขึ้นต่อเมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกกดดันการทำงานไว้ ทำให้ไม่สามารถขจัดเซลล์มะเร็งที่ก่อตัวขึ้น ดังนั้นถ้ามีอะไรก็ตามส่งผลกระทบ ต่อการทำงานของสมองที่จะควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน มะเร็งย่อมเกิดขึ้นได้
พลังงานไฟฟ้าลบสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์น้อยกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างเล็กกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของโรคลีบตีบต่างๆ เช่น หลอดเลือดตีบ ลิ้นหัวใจตีบ กล้ามเนื้อตาย มันสมองฝ่อ ภูมิต้านทานบกพร่อง ตับวาย ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน เรียกว่า โรคไหลตาย เด็กเกิดมามีร่างกายไม่สมบูรณ์ เป็นต้น
พลังงานไฟฟ้าภายในร่างกายของแต่ละบุคคลอาจไม่เท่ากันก็เป็นได้ ผมเคยพบว่าการเพิ่มเลือด เกล็ดเลือดให้คนไข้ สภาพร่างกายคนไข้ไม่ยอมรับเลือดหรือเกล็ดเลือดนั้น เพราะเลือดใหม่และเลือดเก่าไม่สามารถเข้ากันได้ แม้ทางการแพทย์จะวิเคราะห์แล้วว่าเป็นเลือดกรุ๊ปเดียวกัน เมื่อพิจารณาในสมาธิพบว่าพลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมเม็ดเลือดนั้นไม่เท่ากัน แสดงว่าพลังงานควบคุมเม็ดเลือดของแต่ละคนจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ และพบอยู่มากกับกลุ่มผู้หลงผิดที่ไปรับเอาพลังงานอื่นมากดทับพลังจิตของตนเอง ทำให้การทำงานของพลังจิตของตนผิดไป จิตนั้นจึงสั่งมาที่สมองของตนผิด การแสดงออกของร่างกายจิตผิดไปด้วย เช่น กลุ่มของคนทรงเจ้าเข้าผี กลุ่มของคนเหล่านี้จะไปรับเอาเวทย์มนต์คาถา ของอิทธิฤทธิ์ ของอาถรรพ์ดวงวิญญาณเข้ามาสิง เช่น ดวงวิญญาณกุมารทอง นางกวัก ปลัดขิก เจ้าพ่อ เจ้าแม่ น้ำมันพรายหรือองค์เทพต่างๆมาอยู่กับตนที่เรียกว่า เดรัจฉานวิชา ไม่เป็นจิตดั้งเดิมของตนเอง อาการป่วยของบุคคลเหล่านี้ทางการแพทย์จะตรวจหาสาเหตุไม่พบ
การเพิ่มและการรับพลังจิต
บุคคลที่มีสมาธิดีจะมีคลื่นความถี่ และความรุนแรงของพลังงานความคิดสูง สามารถที่จะส่งพลังงานนั้น ไปยังบุคคลที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้แน่ชัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวผู้รับได้ตามความปราถนานั้น เรียกว่า การเพิ่มและการรับพลังจิต การเพิ่มแต่ละครั้ง แต่ละคนไม่เหมือนกัน เพิ่มพลังจิตแต่ละครั้งนานเท่าใด ผู้เพิ่มพลังจิตจะทราบได้ในสมาธิจิตนั้น หากผู้รับยังรับได้ ก็เพิ่มให้ต่อไป หากเห็นว่าพลังจิตที่ส่งไปนั้นหยุดลง ก็หยุดเพิ่มพลังจิตในครั้งนั้น และต้องเพิ่มพลังจิตกี่ครั้งจึงจะได้ผล สิ่งนี้ไม่มีกำหนด แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้รับ หากผู้รับสามารถรับพลังจิตได้มาก และเห็นว่าอวัยวะที่ผิดปกตินั้น เปลี่ยนเป็นปกติเร็ว พลังจิตที่ส่งไปจะหยุดลง ควรหยุดเพิ่มพลังจิตให้ผู้ป่วยกลับไปทำสมาธิภาวนาด้วยตนเอง ผู้ป่วยจะสร้างพลังจิตที่ดีขึ้นมาได้ พลังจิตนั้นๆ จะบำบัดทุกข์ให้กับผู้ป่วยได้ในที่สุด
การเพิ่มพลังจิตกระทำได้ 3 ทาง คือ
1. เพิ่มที่อวัยวะนั้นโดยตรง
2. เพิ่มที่จุดกำเนิดของพลังจิต คือที่ต่อมไพเนียล
3. เพิ่มพลังจิตให้ครอบคลุมทั้งตัวผู้รับจะเพิ่มให้ใครที่อวัยวะใดนั้นจะทราบและเห็นได้ในสมาธินั้นๆผู้เพิ่มพลังจิตที่ดี
ผู้เพิ่มพลังจิตที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้คือ เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา และเมื่อเพิ่มพลังจิตให้กับใครก็ตามต้องรู้ทุกข์ รู้สาเหตุแห่งทุกข์ รู้หนทางดับทุกข์ และรู้วิธีการดับทุกข์นั้นๆ โดยชัดแจ้ง พร้อมตั้งตนอยู่ในพรหมวิหารธรรม และหิริโอตัปป
ธรรมผู้รับพลังจิตที่ดี คือ เป็นผู้ที่มี
1. ศรัทธา ผู้รับต้องมีศรัทธาที่จะรับพลังจิต
2. สมาธิ ผู้รับต้องมีความตั้งมั่นแห่งจิตอยู่กับกายและจิตของตน
3. สติ ผู้รับต้องมีความระลึกได้ว่าตนกำลังรับพลังจิตอยู่
4. ปัญญา ผู้รับต้องรู้จักการปล่อยวางความทุกข์ออกจากจิตใจในขณะนั้น
5. ความขยันหมั่นเพียร การรับพลังจิตนั้นต้องรับสม่ำเสมอและให้ตั้งอยู่ในคำสอนของพุทธองค์เป็นหลัก ดังกล่าวแล้วการเพิ่มพลังจิตผ่านบุคคลอื่นวัตถุอื่น
บางกรณีที่จำเป็น คือ ผู้ป่วยไม่สามารถขอรับพลังจิตด้วยตนเองได้ เช่นอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช อยู่ต่างประเทศ ผมได้ทดลองเพิ่มพลังจิตผ่านกระแสจิตของผู้ใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ บุตร สามี ภรรยา ผู้ดูแล หรือผ่านลงไปในน้ำดื่ม ก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้บ้างเป็นบางส่วนเท่านั้น บุญและบาปเป็นพลังงาน
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม 2536 และ 30 มกราคม 2537 ลงบทความเรื่องสัจธรรม โดย พญ.บุษกร กล่าวว่า ร่างกายของสัตว์เป็นสสารควบคู่กับจิตใจซึ่งเป็นพลังงาน ทั้งร่างกายและจิตถูกพลังงานแห่งกิเลสปรุงแต่งให้จิตมืดบอด หรือ ราคะ โทสะ และโมหะ ส่งผลให้เกิดมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม แล้วกระทำความชั่วต่างๆ ได้ตามอำนาจของกรรมนั้น ๆ
บุคคลที่มีจิตมีสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ มีจิตเมตตาปราณี ทางการแพทย์พบว่าต่อมใต้สมองจะผลิตสารบุญเรียกว่า เอนดอร์ฟีน (Endorphine) ออกมามากส่งผลให้ร่างกายเบาสบาย ที่เรียกว่าเกิดปิติ กินได้นอนหลับ ไม่ฝันร้าย หรือไม่ฝันเลย ผิวพรรณผ่องใสใบหน้าสดชื่น โคเรสเตอรอลละลายสลายตัว เม็ดเลือดขาวแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคสูง ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี เจ็บป่วยทางกายน้อยลง บาดแผลหายเร็วกว่าผู้มีจิตใจเป็นบาปถึงเท่าตัว หากเป็นโรคมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะหยุดหรือลุกลามช้าลง
ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่จิตมีมิจฉาสมาธิ มิจฉาทิฏฐิ จิตที่คิดเกลียด โกรธ อิจฉาริษยา อาฆาต พยาบาท เคียดแค้น เครียด วิตกกังวล ต่อมหมวกไตจะสร้างสารบาปออกมามาก สารนี้จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมาย ดังนี้
1. สารแอดรินาลิน (Adrenalin) ทำให้หัวใจเต้นเร็งแรง เส้นโลหิตแดงหดเกร็ง เป็นเหตุให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ถ้าเส้นเลือดแดงที่ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อผนังหัวใจหดจนตีบตัน หัวใจจะวายถึงตายได้ โคเรสเตอรอลจะถูกสร้างขึ้นทั้งๆ ที่มิได้รับประทานไขมันสัตว์ กะทิ ไข่แดง หอยนางลม หรือเครื่องในสัตว์มากกว่าปกติ
2. สารสเตียร์รอยด์ (Sterroid) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการหลั่งน้ำย่อยอาหาร อาจมีผลทำให้หลั่งมากหรือน้อยก็ได้ ถ้าหลั่งมากน้ำกรดในน้ำย่อยย่อมกัดผนังด้านในของกระเพาะอาหารทำให้ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ถ้ากัดกร่อนเส้นเลือดใหญ่ทะลุ จะอาเจียนเป็นเลือด หากช่วยไม่ทันจะเสียเลือดจนตาย ถ้าหลั่งน้อย ท้องจะอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากรับประทานอาหาร
3. สารแลคติคแอซิด หรือ เกลือแลคติค (Lactic Acid) ที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อร่างกาย คือ
· ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เหมือนฤทธิ์ของ HIV เชื้อโรค AIDS ร่างกายจึงอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย หายนาน
· เกล็ดเลือดในกระแสโลหิตจับตัวกันเป็นลิ่มเล็กๆ ไปอุดตันตามหลอดเลือดฝอยต่างๆ ถ้าเกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญ เช่น มันสมองจะทำให้เกิดอัมพาตขึ้นได้
พลังงานแห่งวิบากกรรมเหล่านี้ เมื่อถูกก่อขึ้นแล้วมิอาจสูญหายไปในทางใดได้ พลังงานดังกล่าวจะตามสนองเรื่อยไปตามโอกาสตราบจนผู้นั้นสิ้นกิเลส สิ้นกรรม ไม่ก่อพลังงานของกรรมใหม่อีกต่อไป ที่เรียกว่ากรรมเป็นผู้ติดตาม
เมื่อท่านทราบผลกรรมที่เป็นปัจจุบันกรรมเช่นนี้แล้ว ขอได้หยุดสร้างกรรมต่อกัน ทั้งมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม พลังงานของวิบากกรรมจะเกิดขึ้นน้อยหรือไม่เกิดขึ้น การทำงานทุกระบบของร่างกายจะเป็นปกติ ท่านจะมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
จากหนังสือ ธรรมะในจิต โดย อาจารย์ พิศ เงาเกาะ
บุคคลที่มีพลังจิตสูง
บุคคลที่มีพลังจิตสูงคือ บุคคลที่มีสมาธิดี เช่น มีสมาธิอยู่ในขั้นกลางที่เรียกว่าอุปจารสมาธิ และสมาธิขั้นสูงที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ
การทำงานของพลังจิต
จิตจะทำงานได้จิตต้องมีเครื่องมือคือร่างกายที่เป็นอยู่ของจิต จิตจึงแสดงผลออกมาให้เห็นได้ ส่วนของมันสมองมีหน้าที่รับคำสั่งของจิตคือ ต่อมไพเนียล (Pinial Body) ซึ่งเป็นต่อมเล็กๆ สีแดงอมเทา รูปกรวย เป็นส่วนประกอบของปลายประสาท ต่อมนี้อยู่ในส่วนกลางตอนบนของมันสมอง เมื่อต่อมไพเนียลรับคำสั่งของจิตต่อมนี้จะสร้างเป็นคลื่นความถี่ออกมา คลื่นความถี่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความคิดนั้น และจะลอยอยู่รอบๆ ตัวผู้คิด และคลื่นความถี่นี้จะวิ่งไปตามประสาทต่างๆ ทั้งร่างกายเพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะนั้นๆ พลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมอวัยวะต่างๆจะมีกระแสความถี่ต่างกันตามหน้าที่ของอวัยวะและคนนั้นๆอีกด้วย เช่น Electron และ Protron ที่ควบคุมการทำงานของเซลล์เนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ทำให้มีการสร้างและการทำลายของเซลล์ได้ตามปกติ เช่น ทำลายไป 10 เซลล์ก็จะสร้างขึ้นมาทดแทนเช่นเดิม อวัยวะนั้นจะทำหน้าที่ได้ตามปกติ สร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้สูงเป็นปกติ ร่างกายจะแข็งแรงสมบูรณ์
การศึกษาพลังจิต
ได้มีการค้นคว้าทางพลังจิตทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ประเทศไทยเรียกพลังนี้ว่าพลังอำนาจทิพย์ ในต่างประเทศ เช่น ชาวจีนโบราณเรียกว่าพลังแห่งชีวิต (Life Force Energy) ชาวยุโรป เช่น เยอรมันเรียกว่าพลังงานแม่เหล็กสัตว์ (Animal Magnetism) ชาวรัสเซียเรียกว่าพลังงานชีวภาพ (Bioplasmic Energy) นักวิทยาศาสตร์ในกลุ่มประเทศตะวันตกเรียกว่าพลังชีวภาพ (Bio Energy) หรือพลังแม่เหล็กไฟฟ้า (Electo Magnetic Force)
บุคคลที่มีร่างกายแข็งแรงคือผู้ที่มีพลังจิตสมบูรณ์ควบคุมอยู่ทั่วทุกส่วนของร่างกายทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นแจ่มใสกระฉับกระเฉง พลังจิตจะเปล่งเป็นรัศมีออกโดยรอบร่างกาย ตรงกันข้ามคนป่วยจะมีพลังจิตควบคุมอยู่เพียงเล็กน้อย ภูมิต้านทานในร่างกายจะลดต่ำลง ร่างกายจะอ่อนแอ และจะมีร่างกายที่ปกติเหมือนเดิมได้เมื่อได้รับพลังจิตนั้นๆ เพิ่มขึ้น
ดังนั้นพลังจิต จึงเป็นพลังงานที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เช่น การหมุนเวียนของโลหิต การเจริญเติบโตของเซลล์ หากร่างกายส่วนใดขาดพลังจิตร่างกายส่วนนั้นจะไม่สามารถทำหน้าที่ใดๆ ได้ตามปกติ หรือร่างกายไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ พลังจิตที่ใช้กันทั่วไปมี 3 ลักษณะคือ
1. Telepathy คือพลังงานแห่งเมตตา พลังนี้ติดต่อกันได้โดยทางจิต เป็นพลังงานที่ใช้เพื่อการสร้างสรรค์
2. Telkynesys คือพลังงานที่ใช้บังคับวัตถุให้เคลื่อนที่ หรือใช้เพื่อทำลายวัตถุต่างๆ เป็นพลังงานที่ใช้ เพื่อการบังคับ หรือเพื่อการทำลาย
3. Teleportation คือพลังงานที่ใช้เพื่อการล่องหนหายตัว เมื่อใช้พลังงานนี้แล้ว สามารถเดินบนน้ำบนอากาศ หรือเพื่อผ่านเครื่องกีดขวางได้
พลังจิตผิดปกติทำให้เจ็บป่วย
จิตมีอำนาจเหนือร่างกาย ที่เรียกว่า จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน สำเร็จแล้วด้วยจิต เมื่อจิตมีอำนาจของกรรมครอบงำอยู่ จิตนั้นจะสั่งกาย ซึ่งเป็นเครื่องมือของจิตตามอำนาจของกรรมนั้น เช่น จิตมีอำนาจของอกุศลกรรมมาก พลังงานไฟฟ้าที่ออกมาจะไม่มีความสมดุลย์ทางธรรมชาติ เช่น ทำให้พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก พลังงานไฟฟ้าลบสูงมากบ้าง จะมีผลทำให้ระบบการสร้าง การทำลายของร่างกายไม่คงที่ ดังนี้
พลังงานไฟฟ้าบวกสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์มากกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างโตกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของโรคบวม เนื้องอก เช่น โรคหัวใจ โรคมดลูก เนื้องอกธรรมดา เนื้องอกมะเร็ง เป็นต้น
นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งได้กล่าวถึง ทฤษฏีเกี่ยวกับมะเร็งที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดว่า เซลล์มะเร็งเกิดขึ้นในตัวคนเราตลอดเวลา แต่ถูกทำลายโดยเซลล์เม็ดเลือดขาว ก่อนที่มันจะโตจนก่อพิษภัยแก่ร่างกาย โรคมะเร็งเกิดขึ้นต่อเมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกกดดันการทำงานไว้ ทำให้ไม่สามารถขจัดเซลล์มะเร็งที่ก่อตัวขึ้น ดังนั้นถ้ามีอะไรก็ตามส่งผลกระทบ ต่อการทำงานของสมองที่จะควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน มะเร็งย่อมเกิดขึ้นได้
พลังงานไฟฟ้าลบสูงมาก จะทำให้การสร้างเซลล์น้อยกว่าการทำลายหรือเท่าเดิม แต่รูปร่างเล็กกว่าเดิม จะเป็นสาเหตุของโรคลีบตีบต่างๆ เช่น หลอดเลือดตีบ ลิ้นหัวใจตีบ กล้ามเนื้อตาย มันสมองฝ่อ ภูมิต้านทานบกพร่อง ตับวาย ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจไม่ทำงาน เรียกว่า โรคไหลตาย เด็กเกิดมามีร่างกายไม่สมบูรณ์ เป็นต้น
พลังงานไฟฟ้าภายในร่างกายของแต่ละบุคคลอาจไม่เท่ากันก็เป็นได้ ผมเคยพบว่าการเพิ่มเลือด เกล็ดเลือดให้คนไข้ สภาพร่างกายคนไข้ไม่ยอมรับเลือดหรือเกล็ดเลือดนั้น เพราะเลือดใหม่และเลือดเก่าไม่สามารถเข้ากันได้ แม้ทางการแพทย์จะวิเคราะห์แล้วว่าเป็นเลือดกรุ๊ปเดียวกัน เมื่อพิจารณาในสมาธิพบว่าพลังงานไฟฟ้าที่ควบคุมเม็ดเลือดนั้นไม่เท่ากัน แสดงว่าพลังงานควบคุมเม็ดเลือดของแต่ละคนจะเท่ากันหรือไม่เท่ากันก็ได้ และพบอยู่มากกับกลุ่มผู้หลงผิดที่ไปรับเอาพลังงานอื่นมากดทับพลังจิตของตนเอง ทำให้การทำงานของพลังจิตของตนผิดไป จิตนั้นจึงสั่งมาที่สมองของตนผิด การแสดงออกของร่างกายจิตผิดไปด้วย เช่น กลุ่มของคนทรงเจ้าเข้าผี กลุ่มของคนเหล่านี้จะไปรับเอาเวทย์มนต์คาถา ของอิทธิฤทธิ์ ของอาถรรพ์ดวงวิญญาณเข้ามาสิง เช่น ดวงวิญญาณกุมารทอง นางกวัก ปลัดขิก เจ้าพ่อ เจ้าแม่ น้ำมันพรายหรือองค์เทพต่างๆมาอยู่กับตนที่เรียกว่า เดรัจฉานวิชา ไม่เป็นจิตดั้งเดิมของตนเอง อาการป่วยของบุคคลเหล่านี้ทางการแพทย์จะตรวจหาสาเหตุไม่พบ
การเพิ่มและการรับพลังจิต
บุคคลที่มีสมาธิดีจะมีคลื่นความถี่ และความรุนแรงของพลังงานความคิดสูง สามารถที่จะส่งพลังงานนั้น ไปยังบุคคลที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้แน่ชัดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ตัวผู้รับได้ตามความปราถนานั้น เรียกว่า การเพิ่มและการรับพลังจิต การเพิ่มแต่ละครั้ง แต่ละคนไม่เหมือนกัน เพิ่มพลังจิตแต่ละครั้งนานเท่าใด ผู้เพิ่มพลังจิตจะทราบได้ในสมาธิจิตนั้น หากผู้รับยังรับได้ ก็เพิ่มให้ต่อไป หากเห็นว่าพลังจิตที่ส่งไปนั้นหยุดลง ก็หยุดเพิ่มพลังจิตในครั้งนั้น และต้องเพิ่มพลังจิตกี่ครั้งจึงจะได้ผล สิ่งนี้ไม่มีกำหนด แน่นอนขึ้นอยู่กับผู้รับ หากผู้รับสามารถรับพลังจิตได้มาก และเห็นว่าอวัยวะที่ผิดปกตินั้น เปลี่ยนเป็นปกติเร็ว พลังจิตที่ส่งไปจะหยุดลง ควรหยุดเพิ่มพลังจิตให้ผู้ป่วยกลับไปทำสมาธิภาวนาด้วยตนเอง ผู้ป่วยจะสร้างพลังจิตที่ดีขึ้นมาได้ พลังจิตนั้นๆ จะบำบัดทุกข์ให้กับผู้ป่วยได้ในที่สุด
การเพิ่มพลังจิตกระทำได้ 3 ทาง คือ
1. เพิ่มที่อวัยวะนั้นโดยตรง
2. เพิ่มที่จุดกำเนิดของพลังจิต คือที่ต่อมไพเนียล
3. เพิ่มพลังจิตให้ครอบคลุมทั้งตัวผู้รับจะเพิ่มให้ใครที่อวัยวะใดนั้นจะทราบและเห็นได้ในสมาธินั้นๆผู้เพิ่มพลังจิตที่ดี
ผู้เพิ่มพลังจิตที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้คือ เป็นผู้ที่ตั้งอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา และเมื่อเพิ่มพลังจิตให้กับใครก็ตามต้องรู้ทุกข์ รู้สาเหตุแห่งทุกข์ รู้หนทางดับทุกข์ และรู้วิธีการดับทุกข์นั้นๆ โดยชัดแจ้ง พร้อมตั้งตนอยู่ในพรหมวิหารธรรม และหิริโอตัปป
ธรรมผู้รับพลังจิตที่ดี คือ เป็นผู้ที่มี
1. ศรัทธา ผู้รับต้องมีศรัทธาที่จะรับพลังจิต
2. สมาธิ ผู้รับต้องมีความตั้งมั่นแห่งจิตอยู่กับกายและจิตของตน
3. สติ ผู้รับต้องมีความระลึกได้ว่าตนกำลังรับพลังจิตอยู่
4. ปัญญา ผู้รับต้องรู้จักการปล่อยวางความทุกข์ออกจากจิตใจในขณะนั้น
5. ความขยันหมั่นเพียร การรับพลังจิตนั้นต้องรับสม่ำเสมอและให้ตั้งอยู่ในคำสอนของพุทธองค์เป็นหลัก ดังกล่าวแล้วการเพิ่มพลังจิตผ่านบุคคลอื่นวัตถุอื่น
บางกรณีที่จำเป็น คือ ผู้ป่วยไม่สามารถขอรับพลังจิตด้วยตนเองได้ เช่นอยู่ในห้องผู้ป่วยหนัก อยู่ในโรงพยาบาลจิตเวช อยู่ต่างประเทศ ผมได้ทดลองเพิ่มพลังจิตผ่านกระแสจิตของผู้ใกล้ชิด เช่น พ่อ แม่ บุตร สามี ภรรยา ผู้ดูแล หรือผ่านลงไปในน้ำดื่ม ก็สามารถช่วยผู้ป่วยได้บ้างเป็นบางส่วนเท่านั้น บุญและบาปเป็นพลังงาน
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม 2536 และ 30 มกราคม 2537 ลงบทความเรื่องสัจธรรม โดย พญ.บุษกร กล่าวว่า ร่างกายของสัตว์เป็นสสารควบคู่กับจิตใจซึ่งเป็นพลังงาน ทั้งร่างกายและจิตถูกพลังงานแห่งกิเลสปรุงแต่งให้จิตมืดบอด หรือ ราคะ โทสะ และโมหะ ส่งผลให้เกิดมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม แล้วกระทำความชั่วต่างๆ ได้ตามอำนาจของกรรมนั้น ๆ
บุคคลที่มีจิตมีสัมมาสมาธิ สัมมาทิฏฐิ มีจิตเมตตาปราณี ทางการแพทย์พบว่าต่อมใต้สมองจะผลิตสารบุญเรียกว่า เอนดอร์ฟีน (Endorphine) ออกมามากส่งผลให้ร่างกายเบาสบาย ที่เรียกว่าเกิดปิติ กินได้นอนหลับ ไม่ฝันร้าย หรือไม่ฝันเลย ผิวพรรณผ่องใสใบหน้าสดชื่น โคเรสเตอรอลละลายสลายตัว เม็ดเลือดขาวแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรคสูง ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดี เจ็บป่วยทางกายน้อยลง บาดแผลหายเร็วกว่าผู้มีจิตใจเป็นบาปถึงเท่าตัว หากเป็นโรคมะเร็ง เซลล์มะเร็งจะหยุดหรือลุกลามช้าลง
ในทางตรงกันข้าม บุคคลที่จิตมีมิจฉาสมาธิ มิจฉาทิฏฐิ จิตที่คิดเกลียด โกรธ อิจฉาริษยา อาฆาต พยาบาท เคียดแค้น เครียด วิตกกังวล ต่อมหมวกไตจะสร้างสารบาปออกมามาก สารนี้จะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตแล้วไปออกฤทธิ์ที่อวัยวะเป้าหมาย ดังนี้
1. สารแอดรินาลิน (Adrenalin) ทำให้หัวใจเต้นเร็งแรง เส้นโลหิตแดงหดเกร็ง เป็นเหตุให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ถ้าเส้นเลือดแดงที่ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อผนังหัวใจหดจนตีบตัน หัวใจจะวายถึงตายได้ โคเรสเตอรอลจะถูกสร้างขึ้นทั้งๆ ที่มิได้รับประทานไขมันสัตว์ กะทิ ไข่แดง หอยนางลม หรือเครื่องในสัตว์มากกว่าปกติ
2. สารสเตียร์รอยด์ (Sterroid) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการหลั่งน้ำย่อยอาหาร อาจมีผลทำให้หลั่งมากหรือน้อยก็ได้ ถ้าหลั่งมากน้ำกรดในน้ำย่อยย่อมกัดผนังด้านในของกระเพาะอาหารทำให้ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ถ้ากัดกร่อนเส้นเลือดใหญ่ทะลุ จะอาเจียนเป็นเลือด หากช่วยไม่ทันจะเสียเลือดจนตาย ถ้าหลั่งน้อย ท้องจะอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากรับประทานอาหาร
3. สารแลคติคแอซิด หรือ เกลือแลคติค (Lactic Acid) ที่เกิดขึ้นแล้วมีผลต่อร่างกาย คือ
· ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำลายความแข็งแรงของเม็ดเลือดขาว เหมือนฤทธิ์ของ HIV เชื้อโรค AIDS ร่างกายจึงอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย หายนาน
· เกล็ดเลือดในกระแสโลหิตจับตัวกันเป็นลิ่มเล็กๆ ไปอุดตันตามหลอดเลือดฝอยต่างๆ ถ้าเกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญ เช่น มันสมองจะทำให้เกิดอัมพาตขึ้นได้
พลังงานแห่งวิบากกรรมเหล่านี้ เมื่อถูกก่อขึ้นแล้วมิอาจสูญหายไปในทางใดได้ พลังงานดังกล่าวจะตามสนองเรื่อยไปตามโอกาสตราบจนผู้นั้นสิ้นกิเลส สิ้นกรรม ไม่ก่อพลังงานของกรรมใหม่อีกต่อไป ที่เรียกว่ากรรมเป็นผู้ติดตาม
เมื่อท่านทราบผลกรรมที่เป็นปัจจุบันกรรมเช่นนี้แล้ว ขอได้หยุดสร้างกรรมต่อกัน ทั้งมโนกรรม วจีกรรม และกายกรรม พลังงานของวิบากกรรมจะเกิดขึ้นน้อยหรือไม่เกิดขึ้น การทำงานทุกระบบของร่างกายจะเป็นปกติ ท่านจะมีสุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ
จากหนังสือ ธรรมะในจิต โดย อาจารย์ พิศ เงาเกาะ
พระยาพิชัยดาบหัก
เดิมชื่อจ้อยเป็นลูกชาวนาเกิดในหมู่ บ้านห้วยคาเมืองพิชัย ซึ่ง ปัจจุบันอยู่ในเขตเมือง อุตรดิตถ์ มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๓ คนแต่ตายเพราะ ไข้ทรพิษไปเสีย ๒ คน จึงเหลือแต่เด็กชายจ้อยอยู่ผู้เดียวต้องมีหน้าที่เลี้ยงควายและช่วย พ่อแม่ปลูกข้าวในท้องนาเล่าไว้ในประวัติศาสตร์ว่าจ้อยนี้มีฝีมือชกมวยเก่งมาแต่เด็ก ระหว่างที่เลี้ยงควายอยู่นี้ ก็ไม่เกียจคร้านนอนพักผ่อนอยู่บนหลังควายเฉยๆ มักจะ ชักชวนเด็กเลี้ยงควายอื่นๆ ต่อยมวยอยู่เสมอและตนก็จะเป็นผู้ชนะทุกครั้งไป เมื่อจ้อย โตขึ้นบิดาจะให้ไปเรียนหนังสือในวัด ก็ขัดขืนไม่ยอมไปเพราะต้องการเรียน วิชามวย มากกว่าจนบิดาต้องอธิบายให้ ฟังว่ามนุษย์ทุกคน จำเป็นต้องเรียนหนังสือ ให้อ่านออก เขียนได้ เพราะแม้แต่วิชามวยนั้นจะเรียนรู้ได้ละเอียดก็ต้อง ฝึกอ่านจากตำรา มวย ต่างๆ เด็กชายจ้อยจึงยอมเข้าวัดเรียนหนังสืออยู่จนอายุถึง ๑๔ ปี จึงสามารถ อ่าน ออกเขียนได้ ระหว่างที่เรียนหนังสือในวัดนั้นก็พยายามฝึกหัดวิชามวยด้วยตนเอง โดย ตัดต้นกล้วยมาฝึกเตะแรงและเตะสูงจนสามารถกระโดดข้ามต้นกล้วยที่สูงถึง ๔ศอกได้ นอกจากนั้นยังฝึกความเร็วของหมัดโดยเอามะนาว ๔-๕ ใบ มาผูกเชือกแขวนที่ต้นไม้ แล้วชกต่อยขึ้นศอกถองลูกมะนาวพัลวันได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่มีมะนาวลูกใดลอยมา ถูกใบหน้าเลย อยู่มาวันหนึ่งลูกชายเจ้าเมืองพิชัยชื่อคุณเฉิดกับคนรับใช้มาเรียนหนังสื?อยู่ที่วัดด้วย คุณเฉิดนั้นเป็นถึงลูกเจ้าเมืองมีอำนาจวาสนาพวกเด็กในวัด จึงพากันคอยเอาอกเอาใจ ฝากตัวเป็นบริวารมีแต่จ้อยเท่านั้นที่ไม่ยอมเข้าด้วยจึงไม่ถูกวิสัยกัน ถึงกับมีการชกต่อยกันขึ้นเด็กชายจ้อยนั้นฝีมือดีกว่า ต่อยคุณเฉิดเสียเจ็บตัวพ่ายแพ้ไป ความกลัวว่า จะถูกลงโทษทำให้จ้อยผู้ชนะต้องหลบหนีออกจากวัดเดินทางไปถึงหมู่บ้านท่าเสา ซึ่งเป็น หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการชกมวยสมัครเป็นศิษย์ของครูมวยชื่อครูเที่ยง หลอกท่านว่า ตนเองนั้นชื่อทองดี มาจาก หมู่บ้านดินแดง รูเที่ยงก็รับเอาไว้เลี้ยงเป็นเด็กรับใช้ในบ้าน ภายในเวลาปีเดียว จ้อยกลายเป็นนักมวยชั้นเอกของครูเที่ยงเรียนรู้ฝึกหัดวิชามวย จากท่านผู้นี้จนหมดสิ้น นอกจากนั้นนายจ้อยหรือทองดีนี้ยังมีความกตัญญู รับใช้งาน ในบ้านตักน้ำ ตักข้าว ทำสวน ให้แก่ครูเที่ยง นายจ้อยเป็นนักมวยที่เอาใจใส่สุขภาพ ของตนเอง ไม่ยอมกินหมากเหมือนคนอื่นๆในหมู่บ้านนั้น จนครู่เที่ยงตั้งชื่อว่า"ทองดีฟันขาว" จ้อยอยู่กับครูเที่ยงจนกระทั่งเกิดวิวาทกับศิษย์เก่าของท่าน คนหนึ่งซึ่ง ชกมวยสู้จ้อยไม่ได้ จึงไปเที่ยวโพนทะนาว่าครูเที่ยงอุปการะเลี้ยงคนเกเร จ้อยกลัวครู จะเสียชื่อเสียงจึงกราบลาอาจารย์และเดินทางกับพระรูปหนึ่ง ไปถึงวัดบางเตาหม้อ มอบตัวเป็นศิษย์ในวัดนั้นอีก ระหว่างที่พำนักอาศัยในวัดนี้จ้อยได้มีโอกาสเห็นคนจีน เล่นงิ้ว สังเกตตัวละครงิ้วแสดงกำลังภายในกระโดดโลดเต้น ห้อยโหนได้ผิด มนุษย์ ธรรมดาก็รู้สึกทึ่งพยายามหัดท่ากระโดดกระโจนข้ามหัวคนแบบมวยจีน แสดงความ สามารถรวมวิชาทั้งมวยไทยและมวยจีนได้ จนเป็นผู้มีชื่อเสียงครูมวย อีกท่านหนึ่ง เรียกกันว่าครูเมฆอยู่บ้านท่าเสาจึงรับนายทองดีนี้มาเป็นลูกศิษย์ฝึกสอนวิชามวย อีก ต่อไป วันหนึ่งมีขโมยมาลักควายของครูเมฆไปสองตัวระหว่างที่ขโมยจูงควายหลบหนี ไปนั้น นายจ้อยคว้าดาบวิ่งไล่ตามไปคนเดียว พอถึงตัวจึงเกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรง จ้อยใช้ดาบฟันคอขโมยขาดตายดิ้นไปคนหนึ่งและขโมยอีกคนหนึ่งถูกฟันข้อมือขาด ร้องขอชีวิตด้วยความกลัว จ้อยก็ส่งตัวมันให้กรมการเมืองจึงได้รับรางวัล ๕ ตำลึง พร้อมทั้งคำชมเชยอย่างมาก นี่เป็นโอกาสแรกที่นายจ้อยซึ่งภายหลังจะกลายเป็นพระยาพิชัยดาบหัก ได้แสดงฝีมือ ทางด้านการใช้ดาบ ในวันนมัสการพระแท่นดงรัง มีการจัดงานวัดขึ้นแสดงมวยกลาง ลาน นายจ้อยนั้นถูกจับคู่ให้ชกกับนายถึกลูกศิษย์ครูนิลในยกแรกพอไหว้ครูเสร็จ นายจ้อยก็กระโดดข้ามหัวคู่ต่อสู้และหันกลับมาถีบท้ายถอยนายทึกแบบเล่นงิ้ว พอนาย ทึกงวยงงยืนหาคู่ต่อสู้อยู่เป็นไก่ตาแตกก็โดนเตะเข้าอีกทีหนึ่ง จนสลบนิ่งไม่ลุกขึ้น ยอมแพ้ไป นายนิลครูมวยของนายถึกรู้สึกโมโหเป็นอย่างมาก ที่ลูกศิษย์โดนเตะสลบ เร็วเหลือเกิน จึงท้าครูเมฆชกแต่นายจ้อยรับอาสาขอต่อสู้กับครูนิลแทน เมื่อไหว้ครูกัน เสร็จแล้ว ในยกแรกนาจ้อยได้แต่ถอยและเป็นฝ่ายรับข้างเดียวดูท่าทีของครูนิลว่า เก่ง แค่ไหนแต่พอถึงยกที่สองนายจ้อยกระโดดเตะต้นแขนซ้ายขวา ของครูนิลด้วยความแรง จนครูนิลเจ็บกล้ามเนื้อยกแขนไม่ขึ้นทั้งสองข้างได้แต่ใช้เท้าเตะอย่างเดียว จึงถูกนาย จ้อยจับขากระชากขึ้นเข่าที่ท้องและชกที่คางพร้อมกัน ครูนิลหงายหลัง ฟันหักสี่ซี่สลบ ไปอีกคนหนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาชื่อเสียงของนายจ้อยหรือทองดีนี้ก็แผ่กระจายไปทั้งเมืองพิชัย หลังจากนั้น ประมาณ ๓ เดือนนายจ้อยได้มีโอกาสรู้จักกับพระภิกษุจากนครสวรรคโลกจึงเดิน ทาง ไปที่เมืองนั้นกับพระรูปนี้และสมัครตนเป็นลูกศิษย์ของครูดาบ ทั้งนี้คงจะเป็น เพราะ นายจ้อยรู้สึกว่าตนเองได้เรียนวิชามวยทั้งแบบจีนและไทยมาจนหมดสิ้นแล้ว เมื่อหา ครูมวยเพิ่มเติมวิชาความรู้ให้ไม่ได้ก็สมควรที่จะฝึกวิชาดาบต่อไป ฝึกอยู่เพียง ๓ เดือน ก็มีชื่อเสียงดังไปทั่วเมืองสวรรคโลกว่าเป็นนักดาบเก่งกาจจนลูก ชายเจ้าเมืองถึงกับชวนไปประลองฝีมือกัน ความจริงในการต่อสู้ครั้งนี้ นายจ้อยฉลาด ขึ้น เพราะถึงแม้ตนเองจะมีฝีมือดาบเหนือกว่าก็พยายามฟันแบบมิให้มีใครแพ้ชนะ คง จะได้บทเรียนมาตั้งแต่สมัยเป็นลูกศิษย์ในวัดวิวาทกับลูกชายเจ้าเมืองพิชัย หลังจากนั้น ก็ออกจากเมืองสวรรคโลกเดินทางไปอยู่กรุงสุโขทัยพักที่วัดธานี พบกับครูจีนอีกผู้หนึ่ง ซึ่งมีวิชาความรู้ฝีมือด้านมวยจีนเก่งกาจสามารถมากสามารถจับคนหักไหปลาร้าได้ นายจ้องสมัครตัวเป็นลูกศิษย์เรียนเพิ่มท่ามวยจีนต่างๆอีกมากมาย จนในที่สุดชื่อเสียง ทางด้านฟันดาบ มวยไทยและมวยจีนแพร่ไปทั่วกรุงสุโขทัยกลายเป็นครูกับเขาบ้าง มีลูกศิษย์ติดตามหลายคน คนหนึ่งที่รักมากชื่อนายบุญเกิดขณะอายุเพียง ๑๓ ปี กล่าวกันว่านายจ้อยกับลูกศิษย์อายุ ๑๓ ปีนี้ รักใคร่ใกล้ชิดกัน มากไปไหนมาไหน ด้วยกัน เสมอ ครั้นวันหนึ่งมีคนจีนจากเมืองตากมาค้างอยู่ที่กรุงสุโขทัยได้ยินชื่อเสียงว่า นาย จ้อยชกมวยและฟันดาบได้คล่องแคล่วว่องไว จึงมาบอกว่าเจ้าเมืองตากนั้น เป็นคนเชื้อ จีนและชอบวิชามวยเป็นอย่างมาก อยากชักชวนให้นายจ้อย และบุญเกิดเดินทางไป ที่ เมืองตากเพื่อฝึกสอนวิชามวยให้แก่ชายฉกรรจ์ที่นั่น จ้อยกับบุญเกิดก็ตกลง เดินทาง จากนครสุโขทัยต้องบุกป่าฝ่าดงเป็นเวลาหลายวัน ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น เอนกายลงใต้ ต้นไม้จุดไฟกันเสือผลัดกันนั่งยาม คืนหนึ่งเด็กชายบุญเกิดมีหน้าที่นั่งยามทน ความง่วง ไม่ได้หลับไป เมื่อไฟมอดเสือก็ย่องเข้ามางับลากตัวนายบุญเกิดไป ครูจ้อยได้ยินเสียง ลูกศิษย์ร้องเอะอะโวยวายด้วยความตกใจ ก็ชักมีดสุยออกจากเอวกระโดดเข้ากอดคอ เสือโดยไม่มีความกลัว ปักมีดลงที่คอหลายครั้งจนเสือนั้นต้องปล่อยนายบุญเกิด และวิ่ง หนีเข้าป่าไปเพราะความเจ็บปวด นายจ้อยกับคน จีนช่วยกันปฐมพยาบาล นายบุญเกิด เป็นเวลานานจึงหายขาด เจ้าเมืองตากนั่นเราทราบดีในประวัติศาสตร์ว่าท่านคือพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะ นั่นเรียกกันว่าเจ้าตาก จ้อย บุญเกิดและคนจีนเดินทางถึงเมืองตาก ขณะที่พระเจ้าตาก จัดพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดและมีมวยฉลอง นายจ้อยถูกจัดให้ขึ้นชกกับครูมวย คนหนึ่งชื่อนายห้าวเป็นการชกมวยต่อหน้าพระเจ้าตากแต่ก่อนที่จะมีการชกนั้นพระภิกษุ รูปหนึ่งเรียกนายจ้อยมาบอกว่าครูห้าวนี้ เป็นผู้มีอิทธิพลมากนัก ถ้าต่อยมวยด้วย แล้ว แพ้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้านายจ้อยฝีมือดีต่อยชนะแล้ว เห็นจะถูกแก้แค้นเอาชีวิต ไม่รอดเป็นแน่ เมื่อฟังคำของพระเช่นนั้นแล้วนายจ้อยรู้สึกวิตกมาก ถึงเวลาเริ่มต้นมวยก็แอบอยู่บน กุฏิพระ ไม่ยอมลงมาจนพระเจ้าตากต้องให้คนไปตามตัวนายจ้อย จึงกราบเรียนต่อ พระเจ้าตากว่าตนเองเป็นคนมาจากต่างเมืองไม่มีอำนาจอิทธิพลจะต่อยกับครูห้าวกลัว ว่าเมื่อชนะแล้วชีวิตจะต้องตกอยู่ในอันตราย พระเจ้าตากได้ฟังเช่นนั้น ก็รับรองด้วย เกียรติของท่านเองว่าจะไม่ยอมให้ครูห้าวทำอันตรายต่อนายจ้อยได้ การชกมวยจึงเริ่ม ต้นขึ้น ในยกแรกครูห้าวก็เข้าทั้งเตะทั้งต่อยจนนายจ้อยแทบตั้งตัวไม่ได้ ต้องเป็นฝ่ายรับ และเมื่อใกล้ปลายยกก็แกล้งล้มลง เมื่อสิ้นยกแรกครูห้าวรู้สึกฮึกเหิมดีใจเห็นว่านายจ้อยนี้ ถึงแม้จะมีชื่อเสียง แผ่กระจาย ไปหลายเมืองก็มิได้มีความสามารถน่ากลัวเช่นใด พระเจ้าตากสินเองถึงกับมาถามว่า จะสู้เขาต่อไปอึกหรือ นายจ้อยก็กราบเรียนว่ายินดีจะพยายามต่อสู้ ครั้นถึงยกสองการ ต่อสู้เผ็ดร้อนขึ้น พอขึ้นยกสองนายจ้อยก็ไม่รอช้าโดดเหยียบชายพกชกลูกตาแล้วลงศอก ที่หัวนายห้าว ๒ ทีซ้อน แล้วหกคะเมนไปยืนอยู่ข้างหลัง ครูห้าวถูกศอกงงไม่หาย ก็ถูก เท้าของนายจ้อยฟาดปังเข้าให้ที่ปากครึ่งจมูกครึ่งขากรรไกร ครูห้าวล้มลงสลบเป็น อันว่านายห้าวแพ้ เจ้าตากจึงจัดให้นายหมึกซึ่งเป็นคนตัวใหญ่กว่า ขึ้นชกกับนายจ้อยอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็ถูกนายจ้อยเตะเล่นเหมือนเตะต้นกล้วยสลบคาเท้าไปอีกคนหนึ่ง" ฝีมือการชกต่อยของนายจ้อยนี้เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าตากสินเป็นอย่างมาก ถึงกับให้รางวัลและชวนเป็นพรรคพวกบริวารเมื่อนายจ้อยอายุครบ ๒๑ ปีพระเจ้าตาก ก็จัดบวชให้เป็นพระอยู่ ๑ พรรษาและหลังจาก สึกออกมาแล้วจึงรับราชการต่อ ได้แต่งตั้งเป็นหลวงพิชัยอาสารับใช้พระเจ้าตากสินอย่างใกล้ชิด หลวงพิชัยอาสาหลงรัก สาวใช้ของพระชายาพระเจ้าตากสินคนหนึ่งเป็นหญิงงามชื่อลำยง พระเจ้าตากจึงยกเธอ ให้เป็นภรรยา เมื่อพระเจ้าตากสินได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นพระยาวิเชียรปราการครอง เมืองกำแพงเพชร หลวงพิชัยอาสาก็ติดตามมารับราชการที่เดียวกัน ครั้นกองทัพพม่ายกมา ล้อมกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศ พระยาวิเชียรปราการ ได้รับ คำสั่งให้มาช่วยป้องกันกรุงศรีอยุธยา ท่านก็เอาหลวงพิชัยอาสาติดมาด้วย เราทราบดีจากประวัติศาสตร์ว่าการป้องกันกรุงศรีอยุธยาครั้งนั้นทำกันแบบเหยาะแหยะ เต็มที ถึงแม้จะมีคนดีอยู่บ้างเช่นชาวบางระจัน คนส่วนมากโดยเฉพาะพระบรม มหาราชวังไร้ความสามารถที่จะป้องกันประเทศชาติได้ สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนี้ในข้อความบันทึก จดหมาย หลวงอุดมสมบัติว่า "ครั้งพม่ายกเข้ามาตั้งค่ายอยู่วัดแม่นางปลื้มนั้นจะหาคนรู้วิชาปืน ยิงปืนเป็นสู้รบกับพม่าก็ไม่มี ศูนย์ทแกล้วทหารเสียหมดรับสั่งให้เอาปืนปะขาวกวาดวัด ขึ้นไปยิงสู้รบกันที่หัวรอ ต่างคนต่างก็ตกใจเอาสำลีจุกหูกลัวเสียงปืนจะดังเอาหูแตก ว่ากล่าวกันให้ใส่ดินแต่น้อย ครั้นใส่แต่น้อยกำหนดจะยิงข้างน้ำข้างในก็พากันร้องวุ่นวาย เอาสำลีจุกหูไว้กลัวหูจะแตก รับสั่งก็สั่งให้ผ่อนดินลงเสียให้น้อยลง จะยิงแล้วไม่ยิงเล่า แต่เวียนผ่อนลงๆดินก็น้อยลงไปทุกที่ ครั้นเห็นว่าน้อยพอยิงได้แล้วก็ล่ามชนวนออกไป ให้ไกลทีเดียว แต่ไกลอย่างนั้นคนยิงยังต้องเอาสำลีจุกหูไว้กลัวหูจะแตก ครั้นยิงเข้าไป เสียงปืนก็ดังพรูออกไปลูกปืนก็ตกลงน้ำหาถึงค่ายพม่าไม่ รับสั่งต่อไปว่า สิ้นคนรู้วิชา ทัพวิชาศึกแล้วก็จะเป็นไปอย่างนี้นั่นเอง" เรื่องกลัวเสียงปืนใหญ่ระหว่างที่พม่าล้อมกรุงอยู่นี้ เป็นเหตุให้พระเจ้าตากสิน ซึ่งมี หน้าที่รักษาการณ์ด้านตะวันออกของกรุงศรีอยุธยาตรงวัดเกาะแก้ว ต้องถูกคาดโทษ เพราะในวังนั้นพวกท้าวนางข้างในขวัญอ่อนเหลือเกินได้ยินเสียงปืนใหญ่ทีไรก็ตกใจ โดยเฉพาะโฉมงามสองท่านชื่อหม่อมเพ็งและหม่อมแมน ซึ่งเป็นสนมโปรดของพระเจ้า เอกทัศ ได้ยินเสียงปืนใหญ่ทีใดก็หวีดว้ายจะเป็นลมทุกที จนพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรง ออกข้อบังคับว่าใครจะยิงปืนใหญ่ต่อสู้พม่าต้องบอกมาที่ศาลาลูกขุน เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำ ความขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระเจ้าแผ่นดิน จะได้มีพระบรมราชโองการเตือนท้าวนางใน ให้อุดหูเสีย เมื่อ สาวงามทั้งหลายป้องกันแก้วหูกันเรียบร้อยแล้ว ทหารไทยจึงมีสิทธิ ยิงปืนใหญ่ต่อสู้พม่า ขณะนั้นพระเจ้าตากสินรักษาการณ์อยู่ที่วัดเกาะแก้ว เห็นพม่ายกทหารบุกรุกเข้ามา เอาปืนใหญ่ยิงต่อสู้ทันทีโดยมิได้บอกศาลาลูกขุนเสียก่อน มีผลให้ท้าวนางทั้งหลาย มิได้ อุดรูหูอกสั่นขวัญหายกันเป็นแถว จึงเกิดการฟ้องร้องขึ้นพระเจ้าตากสินถูกชำระโทษ หากมีความชอบมาก่อน จึงได้รับพระกรุณาภาคทัณฑ์โทษไว้ เหตุการณ์นี้ทำให้พระเจ้าตากสินรู้สึกท้อพระทัยมีความคิดหนีออกจาก กรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ตอนนั้นถึงเดือนสิบสองน้ำท่วมทุ่งพม่ายกทัพเรือเข้าประชิดพระเจ้าเอกทัศตรัสสั่ง ให้พระยาเพชรบุรีคุมกองทัพเรือ และ พระเจ้าตากสินคุมทัพบกออกไปตั้งที่วัดใหญ่ คอยสกัดตีทัพพม่าเมื่อพม่ายกมา พระเจ้าตากสินเห็นว่าเหลือกำลัง ก็ไม่ออกตีด้วย ส่วนพระยาเพชรบุรีนั้นกล้าหาญนำพลเข้าสู้รบจึงถูกพม่าล้อมไว้รอบตัวทหารพม่าเอา หม้อดินดำใส่ดินระเบิดขว้างไปที่เรือพระยาเพชรบุรี จนเกิดระเบิดตูมตามเรือแตก กระจายทั้งลำ พระยาตากสินนั้นถอยมาตั้งอยู่ที่วัดพิชัยและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เคลื่อนกลับ เข้านคร ศรีอยุธยา ถึงเดือนยี่แผ่นดินแห้งพระเจ้าตากสินจึงพาพรรคพวกตีฝ่าพม่า ทางทิศ ตะวันออกและหาทางกู้ชาติต่อไปเมื่อวันเสาร์เดือนยี่ขึ้น ๔ ค่ำ พ.ศ.๒๓๐๙วันที่พระเจ้า ตากสิน นำพรรคพวกตีฝ่ากองทัพพม่าทางทิศตะวันออกนั้น ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ติดตามมีปรากฎนามตามพระราชพงศาวดารคือพระเชียงเงิน หลวงพลเสนา หลวง ราชเสน่หา ขุนอภัยภักดี หมื่นราชเสน่หา และหลวงพิชัยอาสา คือนายจ้อยนักมวย นักดาบฝีมือเอกนี่เอง พม่าส่งทหารติดตามเป็นจำนวนถึง ๒,๐๐๐ คน ทันกับทัพของพระเจ้าตากสิน ที่บ้าน โพธิสังหาร พระเจ้าตากสินสู้รบขันแข็งฆ่าพม่าล้มตาย แล้วไปชุมนุมพลกันที่บ้าน พรานนก พม่าตามไปอีกต่อสู้กันเป็นครั้งที่สองก็ตีพม่าแตกพ่ายไปอีก กองทัพไทยที่มี หลวงพิชัยอาสาเป็นผู้นำอยู่ด้วยคนหนึ่งนี้ต้องต่อสู้กับพม่าอีกเป็นครั้งที่สาม ที่ดง ศรีมหาโพธิ์ หลังจากได้ชัยชนะครั้งนี้พม่าก็มิกล้าติดตามมาสู้รบอีก พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขาเล่าเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า"ฝ่ายพระยากำแพงเพชร (คือพระเจ้า ตากสิน)ซึ่งตั้งค่ายอยู่ ณ วัดพิชัย จึงชุมนุมพรรคพวกพลทหารไทยจีน ประมาณพันหนึ่ง สรรพด้วยเครื่องสรรพาวุธกับทั้งนายทหารผู้ใหญ่คือพระเชียงเงินหนึ่ง หลวงพรหมเสนาหนึ่ง หลวงพิชัยอาสาหนึ่ง หลวงราชเสน่หาหนึ่ง ขุนอภัยภักดีหนึ่ง เป็นห้านายกับขุนหมื่นผู้น้อยอีกหลายคนจัดแจงคิดกันจะยกทัพหนีไปทางอื่น พอฝน ห่าใหญ่ตกเป็นชัยมงคลฤกษ์พระยากำแพงเพชร ก็ยกกองทัพออกจากค่ายวัดพิชัย เดิน ทัพไปทางบ้านหารดาราพอเพลาพลบค่ำฝ่ายกองทัพพม่ารู้ก็ยกติดตามมาทันได้ต่อรบกัน เป็นสามารถทัพพม่าต้านทานมิได้ก็ถอยกลับไป จึงเดินทัพไปทางบ้านข้าวเม่า ถึงบ้าน สัมบัณฑิตเพลาเที่ยงคืนวันนั้นประมาณสองยามเศษจึงแลมาเห็นแสงเพลิงไหม้ ในกรุง ก็ให้หยุดทัพอยู่ที่นั้น รุ่งขึ้นอาทิตย์ขึ้น ๕ ค่ำเดือนยี่ จึงเดินทัพไปถึงบ้านโพธิสังหาร ฝ่ายพม่ายกกองทัพติดตามไปอีก จึงให้หยุดทัพตระเตรียมจะคอยรับกองทัพพม่า พม่า ยกไปทัน ได้ต่อรบกันเป็นสามารถทัพพม่าแตกพ่ายไปเก็บได้เครื่องศัสตราวุธ เป็นอัน มาก จึงเดินทัพไปหยุดแรมอยู่ ณ บ้านพรานนก พอเพลาเย็นพวกทแกล้วทหาร ออกไป เที่ยวลาดหาอาหารพบกองทัพพม่ากลับยกติดตามมาอีกพลประมาณสองพัน จึงกลับ มาแจ้งแก่พระยากำแพงเพชร พระยากำแพงเพชรก็ขึ้นม้ากับม้าทหารสี่ม้าออกรับทัพพม่าก่อนจัดพลทหาร ทั้งปวงยก แซงเป็นปีกกาออกทั้งสองข้าง เข้าตีกระหนาบทัพพม่าและทัพพม่าสามสิบม้า ซึ่งมา หน้านั้นแตกย่นถอยหลังลงไปหาทัพใหญ่ ก็พากันแตกพ่ายไป พวกทแกล้วทหารทั้งปวง เห็นอานุภาพพระยากำแพงเพชรเป็นมหัศจรรย์ชวนกันสรรเสริญว่า นายเรามีบุญมาก เห็นจะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินจะก่อกู้แผ่นดินคืนได้เป็นแท้ ก็ยำเกรงอำนาจยิ่งขึ้น กว่าแต่ก่อน จะเห็นได้ว่าหลวงพิชัยอาสาเป็นนายทหารสำคัญที่สุดคนหนึ่งที่รับใช้พระเจ้าตากสิน และสู้รบอย่างใกล้ชิดจนได้ชัยชนะต่อทัพพม่าที่ติดตามมาทุกครั้งไป ในการต่อสู้ระหว่าง ทหารม้าไทยห้าท่านและทหารม้าพม่าซึ่งมีจำนวนมากถึงสามสิบนั้นฝ่าย พระเจ้าตากสิน และนายทหารม้าไทยอีกสี่คนซึ่งจะต้องมีหลวงพิชัยอาสาอยู่คนหนึ่ง เป็นแน่กลับ สามารถสู้รบอย่างกล้าหาญจนทหารม้าพม่าแตกถอยหนีไป ความเก่งกาจในการรบของบรรพบุรุษเราครั้งนี้สมควรที่ชนชาวไทยรุ่นหลังจะจดจำไว้ ด้วยความภาคภูมิใจ ทัพของพระเจ้าตากสินรวบรวมผู้คนจากเมืองต่าง ๆ เดินทาง ๖ วันถึงเมืองปราจีน หลังจากนั้นผ่านฉะเชิงเทรา ชลบุรี บ้านนาเกลือแขวงบางละมุงไปถึงระยอง เจ้าเมือง ระยอง ถือว่ากรุงศรีอยุธยายังไม่แตกพระเจ้าตากเป็นกบฏต่อแผ่นดิน จึงเกิดการสู้รบ กันขึ้น ทำให้พระเจ้าตากสินต้องตีเมืองระยองเสีย แล้วเดินทัพต่อไปที่เมืองจันทบุรี เจ้าเมืองจันทบุรีก็ไม่ยอมออกมาอ่อนน้อมเช่นเดียวกัน พระเจ้าตากสินจึงล้อมเมือง จันทบุรีเป็นเวลานาน ในการตีจันทบุรีนี้พงศาวดารเล่าว่า พระเจ้าตากมีบัญชาให้ทุบหม้อข้าวเท อาหารทิ้ง หมด ถ้าไม่ได้เมืองก็อดตายกันทั้งกองทัพ ถึงเวลายามสามพระเจ้าตากสิน ทรงช้างพัง ชื่อคีรีบัญชรไสเข้าชนบานประตูเมืองพังทลาย?ละตีจันทรบุรีได้ รายละเอียดตอนนี้ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเล่าไว้ในหนังสือ "ไทยรบพม่า"ว่า "เจ้าตากมีอุปนิสัยเป็นนักรบก็แลเห็นทันทีว่าต้องชิงทำข้าศึกก่อนจึงจะไม่เสียที จึงเรียก นายทัพนายกองมาสั่งว่าเราจะตีเมืองจันทรบุรีนั้น ในค่ำวันนี้เมื่อกองทัพหุงข้าวเย็นกิน เสร็จแล้ว ทั้งนายไพร่ให้เททิ้งอาหารที่เหลือและต่อยหม้อเสียให้หมด หมายไปกิน ข้าว?ช้าด้วยกันในเมืองพรุ่งนี้ ถ้าตีเอาเมืองไม่ได้ค่ำวันนี้ก็จะได้ตายเสียด้วยกันให้หมด ทีเดียว นายทัพนายกองเคยเห็นอาญาสิทธิ์ ของเจ้าตากมาแต่ก่อนก็ไม่มีใครกล้าขัดขืน ต้องกระทำตาม ครั้นเวลาค่ำเจ้าตากจึงกะหน้าที่ทหารไทยจีนลอบไปอยู่มิให้ชาวเมือง รู้ตัว สั่งให้คอยฟังเสียงปืนสัญญาณเข้าปล้นเมืองให้พร้อมกัน แต่อย่าให้ออกปากเสียง อื้ออึงจนพวกไหนเข้าเมืองได้ จึงให้โห่ร้องขึ้นเป็นสำคัญให้พวกอื่นทางด้านอื่นรู้ "ครั้น ตระเตรียมพร้อมเสร็จพอได้ฤกษ์เวลาดึก ๓ นาฬิกา เจ้าตากก็ขึ้นทรงคอช้างพัง คีรีบัญชร ให้ยิงปืนสัญญาณบอกพวกทหารให้เข้าปล้นพร้อมกันทุกหน้าที่ ส่วนเจ้าตาก ก็ขับช้างที่นั่งเข้าประตูเมืองพวกชาวเมืองซึ่งรักษาหน้าที่ยิงปืนใหญ่น้อยระดมมาเป็น อันมาก นายท้ายช้างที่นั่งเห็นลูกปืนพวกชาวเมืองหนานักเกรงจะมาถูกเจ้าตากจึงเกี่ยว ช้างที่นั่งให้ถอยออกมา เจ้าตากขัดพระทัยชักพระแสงหันมาจะฟันนายท้ายช้างตกใจ ทูลขอชีวิตไว้แล้วไสช้างกลับเข้ารื้อบานประตูเมืองพังลง พวกทหารก็กรูกันเข้าเมืองได้ พวกชาวเมืองรู้ว่าข้าศึกเข้าเมืองไ??้ต่างก็ละทิ้งหน้าที่พากันแตกหนี ส่วนพระยาจันทบุรี ก็พาครอบครัวลงเรือหนีไปยังเมืองบันทายมาศ เมื่อเจ้าตากตีเมืองจันทบุรีได้ นั้นเป็น วันอาทิตย์ เดือน ๗ ปีกุน พ.ศ. ๒๓๑๐ เสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ๒ เดือน"นายท้ายช้างที่นั่งใช้ของ้าวเกี่ยวช้างให้ถอยออกมา เพราะเกรงลูกปืนของชาว เมือง จันทบุรี จะมาถูกต้องพระเจ้าตาก จนเป็นเหตุให้พระเจ้าตากเคืองพระทัยยิ่งนัก ถึงกับ ชักดาบหันหลังมาจะฟันเสียให้ตาย ที่รอดชีวิตไว้ได้ก็เพราะตกใจร้องทูลขออย่าให้ฆ่า นายท้ายช้างที่นั่งผู้นี้มิใช่ใครอื่นคือ นายจ้อย หรือหลวงพิชัยอาสา ของเรานี้เอง ความจริงพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาบันทึกไว้ว่าที่บังคับให้ช้างพุ่งเข้าชน ประตูเมืองนั้น คือพระเจ้าตากสินเองเพราะเมื่อเปลี่ยนพระทัยไม่ฟันควาญแล้ว จึงชัก มีดออกแทงเข้าทะลุเนื้อช้างสัตว์เจ็บจึงถลาเข้าชนประตูเมืองเสียพังทลาย จึงเสด็จทรง ช้างพระที่นั่งตั้งขนานนามพังคีรีบัญชรขับเข้าทำลายประตูเมือง พลเมืองซึ่งรักษาประตู และป้อมเชิงเทินนั้น ก็ยิงปืนใหญ่น้อยออกมาดังห่าฝนด้วยเดชะพระบารมี กระสุนปืน หาถูกต้องรี้พลผู้ใดไม่ควาญท้ายจึงเกี่ยวช้างพระที่นั่งให้ถอยออกมา ก็ทรงพิโรธเงื้อพระ แสงดาบ ขึ้นจะฟันควาญท้าย ควาญท้ายร้องทูลขอชีวิต จึงทรงกริชแทงช้างพระที่นั่งขับ เข้าทำลายประตูเมืองพังลุง" เมื่อพระเจ้าตากขึ้นครองขึ้นเป็นกษัตริย์กรุงธนบุรี หลวงพิชัยอาสาได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นหมื่นไวยวรนาถทหารเอกราชองครักษ์ รับใช้ราชการสงครามด้วยความเก่งกล้า สามารถ เมื่อนำทัพไปตีนครราชสีมาแตกก็ได้รับบรรดาศักด์เป็น พระยาสีหราชเดโช และหลังจากตีเมืองฝางแตก จึงได้รับแต่งตั้งเป็นพระยาพิชัยปกครองเมืองพิชัยมีทหาร ในบังคับบัญชาถึง ๙ พันคน ส่วนนายบุญเกิดซึ่งติดตามนั้นได้เลื่อนตำแหน่งเป็น หมื่นหาญณรงค์ เมื่อขึ้นครองเป็นเจ้าเมืองพิชัยแล้วนายจ้อยก็กลับไปสืบหาบิดา มารดา ซึ่งแต่ก่อน เป็นชาวนา ปรากฎว่าบิดาตายไปนานแล้วเหลืออยู่แต่มารดาจึงนำมาเลี้ยงไว้ ส่วนครู มวยเก่าคือครูเที่ยงและครูเมฆนั้น พระยาพิชัยตั้งเป็นกำนันทั้งสองคนถึง พ.ศ. ๒๓๑๖ โปสุพลาคุมกองทัพพม่ามาตีเมืองพิชัย ตั้งค่ายอยู่ที่วัดเอกา ในคลอง คอรุม พระยาพิชัยนำทหารต่อสู้ป้องกันเมืองเป็นสามารถรบประชิดกันจนถึงต้องใช้ อาวุธสั้น พระยาพิชัยนั้นถือดาบสองมือต่อสู้พม่าอย่างตะลุมบอนจนดาบหักไปข้างหนึ่ง ก็ยังสามารถเข่นฆ่าพม่าได้รอบด้าน ความเก่งกาจในการรบครั้งนี้ หมื่นหาญณรงค์ หรือ นายบุญเกิดถูกพม่ายิงด้วยปืนถึงแก่ความตาย พระราชพงศาวดารฉบับพระราช หัตถเลขา บันทึกเหตุการณ์ไว้ว่า "ครั้นถึง ณเดือนอ้ายข้างขึ้น โปสุพลายกกองทัพมาตีเมืองพิชัยอีกพระยาพิชัย ก็ยกพล ทหารออกไปต่อรบแต่กลางทางยังไม่มาถึงเมือง เจ้าพระยาสุรสีห์ก็ยก กองทัพเมือง พิษณุโลกขึ้นไปช่วย ได้รบกับพม่าเป็นสามารถและพระยาพิชัยถือดาบสองมือคุมพล ทหารออกไล่ฟันพม่าจนดาบหัก จึงลือชื่อปรากฎเรียกว่าพระยาพิชัยดาบหักแต่นั้นมา ครั้นถึง ณ วันอังคาร เดือนยี่ แรม ๗ ค่ำ กองทัพพม่า แตกพ่าย หนีไป" พระยาพิชัยดาบหักนี้นับว่าเป็นทหารเอกคนหนึ่งของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ถึงแม้จะ มิได้มีตำแหน่งสำคัญและสูงเท่าเจ้าพระยากษัตริย์ศึกหรือเจ้าพระยาสุรสีห์ แต่ก็ได้ปฏิบัติ หน้าที่ในราชการสงครามอย่างดีเด่นเป็นผู้นำทัพหน้าไปตีเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน ให้แก่พระเจ้าตากสิน จนถึงปลายรัชกาลของพระเจ้ากรุงธนบุรี มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นคือพระเจ้า กรุงธนฯเสียสติก่อความโหดร้ายยากเข็ญให้แก่ไพร่ฟ้าประชาชนทั่วแผ่นดิน เป็นเหตุให้ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกต้องปลดออกจากพระราชบัลลังก์และประหารชีวิต เมื่อสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกเสด็จขึ้นครองราชย์ในแผ่นดินรัตนโกสินทร์ มีพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงโปรดให้พระยาพิชัย ดาบหัก ซึ่งขณะนั้นครองเมืองพิชัยอยู่มาเข้าเฝ้าทรงไต่ถามความสมัครใจ ว่ายินดีจะรับ ราชการอยู่กับพระองค์ต่อไปหรือไม่เพราะทรงทราบดีว่าพระยาพิชัยดาบหักนี้เป็นยอด ทหารเอกพระเจ้ากรุงธนบุรีและมีความจงรักภักดีต่อกษัตริย์องค์ก่อนยิ่งนัก พระยาพิชัยดาบหักจึงกราบทูลว่าขอให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงบุตรของตนคนหนึ่งให้ได้รับราชการอยู่ในกรุงเทพฯ ส่วนตนเอง นั้นจะต้องดำรงเกียรติยศของ การเป็น ทหารเอกพระเจ้ากรุงธนบุรี ไว้ขอให้ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชประหารชีวิตท่านเสีย พระยาพิชัยดาบหัก จึงเลือกรับความตายอย่างชายชาติทหารด้วยอุดมคติของยอดนักรบที่ถวายความจงรัก ภักดีให้แก่พระมหากษัตริย์ได้เพียงองค์เดียว พระยาพิชัยดาบหักมีอายุเพียง ๔๑ ปี เมื่อท่านเลือกเผชิญความตายด้วยจิตใจที่แน่วแน่ยอมพรากจากลำยงภรรยาแสนรัก ของท่านเพราะตัวท่านเองนั้นมิได้มีความคิดเป็นศัตรูต่อสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ แต่อย่างใด ท่านจึงมอบบุตรชายของท่านให้เป็นข้าของกษัตริย์องค์ใหม่ ทุกวันนี้มีลูกหลานในตระกูลพระยาพิชัยดาบหักใช้นามสกุลว่า"วิชัยขัทคะ" ซึ่งแปลว่า "ดาบวิเศษ" และมีอีกสกุลหนึ่งซึ่งสืบสายมาจาก พระยาพิชัยดาบหักเช่นเดียวกัน คือตระกูล "ศรีศรากร" ซึ่งคนในสองตระกูลนี้ สืบสายโดยตรงมาจากบรรพบุรุษยิ่งใหญ่ของชาติไทย ได้มีบทบาทสำคัญในการกอบกู้ ประเทศชาติหลังจาก กรุงศรีอยุธยาแตกเป็นครั้งที่สอง ยอดนักรบแท้ ที่ยอมสละชีวิต เพื่อความจงรักภักดีอันมีต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี
ผู้หญิงอกหัก
ถ้าเห็นใคร "ผิดปกติ" นั่นแหละ "ปกติ" และหากเห็นใคร "ปกติ" นั่นแหละ "ผิดปกติ" ความรัก ทำให้คนเราตาบอด จริงหรือ ? อะไรคือ สิ่งที่มีค่ามากกว่า "ความรัก" ?
ถ้าจะเป็นการนำเสนอมุมมองของผู้หญิง "ผู้หญิงอกหัก" โดยเอาภาพของผู้ชายมามอง (ทอม ตุ๊ด ดี้ จะมองด้วยก็ได้) ผมก็คงคิดถึงวันนี้ที่เราจำนองประเทศกับไอเอ็มเอฟ ซึ่งนักธุรกิจส่วนใหญ่กำลังถูกขึ้นเขียงข้อหา "ล้มละลาย" กันทั่วหน้า และหากวันนี้เปิดหนังสือพิมพ์อ่านจะพบข้อความโฆษณาเครื่องสำอาง อาหารเสริม และการให้บริการลดความอ้วน ลงโฆษณาเผยแพร่เต็มไปหมด หรือว่าสินค้าและการให้บริการธุรกิจนี้ สามารถอยู่ได้อย่างสวนกระแส ? และที่สำคัญลูกค้าส่วนใหญ่คือ ผู้หญิง นักวิชาการด้านการตลาดมักจะแนะนำนักธุรกิจให้ลงทุน กิจการในเรื่องของผู้หญิงกับความงามกันมาตลอดเชื่อว่า "แม้ในโลกที่มีสภาวะสงคราม สินค้าที่เกี่ยวกับความงามก็ขายได้"
ไม่เพียงแต่เรื่องของความสวย ความงามจากเรือนร่างของผู้หญิงเท่านั้นหรอกนะ แฟชั่น เสื้อผ้า หน้าหนาว หน้าร้อน หน้าฝน ก็สามารถปล้นเงิน จากกระเป๋าของหล่อนได้
โลกสร้างมนุษย์ผู้ชายให้เกิดมาเป็นคู่กับมนุษย์ผู้หญิง แต่ก็มีคำถามว่า ทำไม๊ ทำไม ? การผิดพลาดในเรื่องของคนรัก จากพระเอกในดวงใจจึงกลายเป็นผีห่าซาตานไปได้ ผู้หญิงบางคนทั้งสวย ทั้งเก่ง ฐานะหน้าที่การงานดีไปหมด กลับต้องนอนร้องไห้เพราะขาดเนื้อคู่ เราจะเรียกว่าเป็น "ผู้หญิงอกหัก"
และนี่แหละจึงมีนักธุรกิจหัวใส หาข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิง ตั้งแต่แรกสาวจนถึงวัยร่วงโรย วิจัยข้อมูลออกมา เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนธุรกิจ ที่น่าสนใจก็คือ การจับประเด็นของอารมณ์ พฤติกรรมการแสดงออกเริ่มตั้งแต่แรกสาว มีความรัก แต่งงานไปจนถึงมีลูกหลานกันเลยนะครับ ความเป็นคนไทยคนหนึ่งของผม จะถูกยัดเยียดละครน้ำเน่า ตั้งแต่เด็ก ถ้าดูหนังดูละครเห็นคนอกหัก (ส่วนใหญ่ไม่ใช่นางเอกนะครับ) จะกินเหล้าเข้าบาร์ สูบบุหรี่ อาละวาด ฟาดวงฟาดงาปาข้าวของ และที่สุดก็ทำร้ายตัวเอง (ก็มันเสียใจเพราะอกหักนะซิ) ทำให้คิดไปว่า "เอ! เวลาผู้หญิงอกหักเขาเป็นอย่างนี้นี่เอง"
ความจริงแล้ว ผู้ชายก็แสดงออกอย่างนี้เหมือนกัน หลังจากได้ระบายอารมณ์ต่างๆ ออกมาแล้วหล่อนจะทำอะไรบ้าง ? ส่วนนางเอกก็จะปิดประตูนอนร้องไห้ โดยมีคนรับใช้มาปลอบใจแสดงความสงสาร ผมไม่ทราบว่ามีนักวิชาการท่านใด ได้ทำการวิจัย "คนอกหัก" และแยกแยะเป็นข้อมูลไว้บ้าง ลองๆ ถามเพื่อนฝูง ทั้งที่เป็นหมอ เป็นนักธุรกิจ หลากหลายอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่ ก็แก่เหี่ยวหัวล้าน ลงพุงเหมือนผมนี่แหละ สอบถามเป็นข้อมูล ประสบการณ์เพื่อประดับสติปัญญาในการเขียนถึง "ผู้หญิงอกหัก" ซึ่งไล่ดะตั้งแต่ หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ ไปจนถึงเฒ่าหัวงู ตลอดจน คุณปู่หัวพญานาค
พอจะแยะแยะ "คนอกหัก" เพราะ "ถูกหักอก" มีสาเหตุดังนี้
1. เพราะเป็นความรักครั้งแรก ขยายความกันหน่อย ก็ตรงที่ยังขาดประสบการณ์นั่นแหละครับ ในมุมมองตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่า คนอกไม่หักจะต้องมีประสบการณ์ความรัก ครั้งแรกครั้งเล่า อาจเป็นเพราะมนุษย์เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ฮอร์โมนต่างๆ มันผลักดันให้อยากมีคนรักได้รู้ได้ลองการมีเพศสัมพันธ์ ในที่สุดก็ได้กันเป็นผัวเมีย บางคนอาจเริ่มจาก "ลองดู" เมื่อเนิ่นนานเข้า เกิดมีอุบัติเหตุ ที่คาดไม่ถึงทำให้ต้อง "เลิกซะ" เมื่อไม่สมหวัง บางคนก็ลืมคนรักคนแรกของตนได้ แต่ส่วนใหญ่จะลืมยากเท่านั้น
2. เพราะเป็นความรักเขาข้างเดียว คนอกหัก ก็คือ คนที่ไม่สมหวัง ในสิ่งที่ตนปรารถนานั่นแหละ ไม่รู้เหมือนกันว่า สัตว์ต่างๆ ที่ไม่ใช่คน มันมีความรักเขาข้างเดียวหรือเปล่า ? ประเภทหมูหมาปลาไก่ ฯลฯ คงไม่มีอาการรักเขาข้างเดียวเหมือนคนแน่นอน แอบรัก แอบชื่นชมเขา ผู้ซึ่งเป็นคนเดียวในดวงใจ หลับก็เห็นหน้า ตื่นขึ้นมาหายใจเข้าออก ก็มีแต่เขา คนอื่นจะทดแทนไม่ได้ สรุปว่า เป็นได้กับคนบางคน แต่ถ้าเป็นมากถือว่า "บ้าครับ"
3. ความใกล้ชิด ท่านทั้งหลายมีความรัก ที่เกิดจากความใกล้ชิดไหมครับ ? มันเป็นความเห็นอกเห็นใจกัน บางคนยิ่งนานวันก็ยิ่งรักและสงสาร แต่ผู้ที่อกหักยิ่งนานวัน ยิ่งคิดได้ว่า "ไม่น่าด่วนตัดสินใจเลยเรา" คนรักของเรา มันตรงกันข้ามกับผัวคนนี้ที่อยู่ด้วยกัน (นี่หว่า)
4. เป็นความบังเอิญและอื่นๆ ข้อมูลของผู้หญิงอกหัก บางคนอกหักกลุ้มใจ เพราะภาระหน้าที่ในฐานะแม่ ต้องเลี้ยงลูก ต้องทำงานบ้าน ต้องทำงานให้ตัวเอง และที่น่าเบื่อหน่ายก็คือ คอยติดตามพฤติกรรมของพ่อบ้าน ซึ่งกลับดึกกลับดื่น จากความรักที่เคย "หวานดูดดื่ม" กลายเป็น "ดับดิ้น" ไปในที่สุด สิ่งที่พูดมาทั้งหมดผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวจะบอกว่า ธรรมชาติของความรักมันก็มีสาเหตุอย่างนี้แหละ "เป็นธรรมดา" ไม่มีใครในโลกนี้ควบคุมความรักได้หรอก เวลาต้องการกลับขาด เวลามีมากก็เกิดเบื่อหน่ายขึ้นมาเฉยๆ
เอาหล่ะ! แล้วผู้หญิงอกหักเขาจะทำอะไรบ้าง ?
1. กิน...กิน...และกิน อย่าไปหลงประเด็นนะครับ เพราะข้อมูลจากการสอบถามที่มีผู้ตอบกว่า 3,500 ราย ว่า คนอกหักเครียด...กลุ้มใจ... กินข้าวกินปลาอาหารไม่ได้... เพราะอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่เกิน 3 วันถึง 7 วัน พอหลังจากนี้แหละคุณเอ๋ย... "ยิ่งกลุ้มยิ่งกิน" ปิดห้องดูทีวี ปากก็ทำงานด้านการกินและดื่มโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าก็อ้วนนะซิครับ บางคนกลายเป็นช้างน้ำ ด้วยซ้ำ ก็เข้าทำนอง "ใครอกหักจะดื่มมาก และกินเก่ง" เมื่อตั้งสติคิดได้ว่า อกหักยังไม่ตายนี่ แต่จะตายเพราะเป็นโรคอ้วน เอาหละทีนี้ศูนย์บริการลดความอ้วน ยาแก้อ้วน แม้กระทั่งการผ่าตัด เอาไขมันออกเพื่อลดความอ้วน จะขายและบริการแทบไม่ทัน ชนิดเป็นเทน้ำเทท่า
2. แต่งตัว ผมเพิ่งรู้ว่าทรงผมแปลกๆ ต่างหู รวมทั้งเสื้อผ้าชุดหรู คนฐานะดีและอกหักนะครับจะอุดหนุน สีที่สร้างขึ้นเพื่อจะทำการขายให้แก่ลูกค้ากลุ่มนี้ ต้องเลิศหรู ดูมีระดับ สีสรรต้องดีไซน์ แจ๊ด แจ๊ด เท่าที่ทราบสีที่ขาดไม่ได้จะต้องเป็นขาว-ดำ และม่วงครับ
3. ท่องเที่ยว ถ้าเมืองไทยเรามักจะเป็นทัวร์ประเภท ทัวร์ไหว้พระไหว้เจ้า รดน้ำมนต์อะไรทำนองนั้น แต่เมืองนอกนิยมทะเลเขาบอกว่าสีน้ำเงินครามจะทำให้จิตใจสบาย
ไปนั่งมองทะเลคือขอให้เป็นที่ที่เกี่ยวกับน้ำเถอะ รับรองลูกทัวร์เพียบ เอาเรื่องของคนอกหักกลุ้มใจมาเขียนถึงคงพูดได้ไม่ครบ จบขบวนการหรอก วิธีแก้เขาบอกว่า "ให้ทำใจ" และดูแลตนเอง รักตัวเองดีที่สุดครับ หิวก็ให้กิน เหนื่อยก็ให้พัก ง่วงก็ให้นอน ผมลองถามเมียผมดูว่า "ถ้าผมทำให้เขาอกหัก เขาจะคิดยังไง ?" หล่อนตอบเสียงดังฟังชัด
"ขอตัดไอนั่นทิ้ง ให้เป็ดกิน"
"เจ็บ" ครับ ไม่ใช่ "เจ๋ง"
ถ้าจะเป็นการนำเสนอมุมมองของผู้หญิง "ผู้หญิงอกหัก" โดยเอาภาพของผู้ชายมามอง (ทอม ตุ๊ด ดี้ จะมองด้วยก็ได้) ผมก็คงคิดถึงวันนี้ที่เราจำนองประเทศกับไอเอ็มเอฟ ซึ่งนักธุรกิจส่วนใหญ่กำลังถูกขึ้นเขียงข้อหา "ล้มละลาย" กันทั่วหน้า และหากวันนี้เปิดหนังสือพิมพ์อ่านจะพบข้อความโฆษณาเครื่องสำอาง อาหารเสริม และการให้บริการลดความอ้วน ลงโฆษณาเผยแพร่เต็มไปหมด หรือว่าสินค้าและการให้บริการธุรกิจนี้ สามารถอยู่ได้อย่างสวนกระแส ? และที่สำคัญลูกค้าส่วนใหญ่คือ ผู้หญิง นักวิชาการด้านการตลาดมักจะแนะนำนักธุรกิจให้ลงทุน กิจการในเรื่องของผู้หญิงกับความงามกันมาตลอดเชื่อว่า "แม้ในโลกที่มีสภาวะสงคราม สินค้าที่เกี่ยวกับความงามก็ขายได้"
ไม่เพียงแต่เรื่องของความสวย ความงามจากเรือนร่างของผู้หญิงเท่านั้นหรอกนะ แฟชั่น เสื้อผ้า หน้าหนาว หน้าร้อน หน้าฝน ก็สามารถปล้นเงิน จากกระเป๋าของหล่อนได้
โลกสร้างมนุษย์ผู้ชายให้เกิดมาเป็นคู่กับมนุษย์ผู้หญิง แต่ก็มีคำถามว่า ทำไม๊ ทำไม ? การผิดพลาดในเรื่องของคนรัก จากพระเอกในดวงใจจึงกลายเป็นผีห่าซาตานไปได้ ผู้หญิงบางคนทั้งสวย ทั้งเก่ง ฐานะหน้าที่การงานดีไปหมด กลับต้องนอนร้องไห้เพราะขาดเนื้อคู่ เราจะเรียกว่าเป็น "ผู้หญิงอกหัก"
และนี่แหละจึงมีนักธุรกิจหัวใส หาข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิง ตั้งแต่แรกสาวจนถึงวัยร่วงโรย วิจัยข้อมูลออกมา เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนธุรกิจ ที่น่าสนใจก็คือ การจับประเด็นของอารมณ์ พฤติกรรมการแสดงออกเริ่มตั้งแต่แรกสาว มีความรัก แต่งงานไปจนถึงมีลูกหลานกันเลยนะครับ ความเป็นคนไทยคนหนึ่งของผม จะถูกยัดเยียดละครน้ำเน่า ตั้งแต่เด็ก ถ้าดูหนังดูละครเห็นคนอกหัก (ส่วนใหญ่ไม่ใช่นางเอกนะครับ) จะกินเหล้าเข้าบาร์ สูบบุหรี่ อาละวาด ฟาดวงฟาดงาปาข้าวของ และที่สุดก็ทำร้ายตัวเอง (ก็มันเสียใจเพราะอกหักนะซิ) ทำให้คิดไปว่า "เอ! เวลาผู้หญิงอกหักเขาเป็นอย่างนี้นี่เอง"
ความจริงแล้ว ผู้ชายก็แสดงออกอย่างนี้เหมือนกัน หลังจากได้ระบายอารมณ์ต่างๆ ออกมาแล้วหล่อนจะทำอะไรบ้าง ? ส่วนนางเอกก็จะปิดประตูนอนร้องไห้ โดยมีคนรับใช้มาปลอบใจแสดงความสงสาร ผมไม่ทราบว่ามีนักวิชาการท่านใด ได้ทำการวิจัย "คนอกหัก" และแยกแยะเป็นข้อมูลไว้บ้าง ลองๆ ถามเพื่อนฝูง ทั้งที่เป็นหมอ เป็นนักธุรกิจ หลากหลายอาชีพ ซึ่งส่วนใหญ่ ก็แก่เหี่ยวหัวล้าน ลงพุงเหมือนผมนี่แหละ สอบถามเป็นข้อมูล ประสบการณ์เพื่อประดับสติปัญญาในการเขียนถึง "ผู้หญิงอกหัก" ซึ่งไล่ดะตั้งแต่ หนุ่มน้อย หนุ่มใหญ่ ไปจนถึงเฒ่าหัวงู ตลอดจน คุณปู่หัวพญานาค
พอจะแยะแยะ "คนอกหัก" เพราะ "ถูกหักอก" มีสาเหตุดังนี้
1. เพราะเป็นความรักครั้งแรก ขยายความกันหน่อย ก็ตรงที่ยังขาดประสบการณ์นั่นแหละครับ ในมุมมองตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่า คนอกไม่หักจะต้องมีประสบการณ์ความรัก ครั้งแรกครั้งเล่า อาจเป็นเพราะมนุษย์เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ ฮอร์โมนต่างๆ มันผลักดันให้อยากมีคนรักได้รู้ได้ลองการมีเพศสัมพันธ์ ในที่สุดก็ได้กันเป็นผัวเมีย บางคนอาจเริ่มจาก "ลองดู" เมื่อเนิ่นนานเข้า เกิดมีอุบัติเหตุ ที่คาดไม่ถึงทำให้ต้อง "เลิกซะ" เมื่อไม่สมหวัง บางคนก็ลืมคนรักคนแรกของตนได้ แต่ส่วนใหญ่จะลืมยากเท่านั้น
2. เพราะเป็นความรักเขาข้างเดียว คนอกหัก ก็คือ คนที่ไม่สมหวัง ในสิ่งที่ตนปรารถนานั่นแหละ ไม่รู้เหมือนกันว่า สัตว์ต่างๆ ที่ไม่ใช่คน มันมีความรักเขาข้างเดียวหรือเปล่า ? ประเภทหมูหมาปลาไก่ ฯลฯ คงไม่มีอาการรักเขาข้างเดียวเหมือนคนแน่นอน แอบรัก แอบชื่นชมเขา ผู้ซึ่งเป็นคนเดียวในดวงใจ หลับก็เห็นหน้า ตื่นขึ้นมาหายใจเข้าออก ก็มีแต่เขา คนอื่นจะทดแทนไม่ได้ สรุปว่า เป็นได้กับคนบางคน แต่ถ้าเป็นมากถือว่า "บ้าครับ"
3. ความใกล้ชิด ท่านทั้งหลายมีความรัก ที่เกิดจากความใกล้ชิดไหมครับ ? มันเป็นความเห็นอกเห็นใจกัน บางคนยิ่งนานวันก็ยิ่งรักและสงสาร แต่ผู้ที่อกหักยิ่งนานวัน ยิ่งคิดได้ว่า "ไม่น่าด่วนตัดสินใจเลยเรา" คนรักของเรา มันตรงกันข้ามกับผัวคนนี้ที่อยู่ด้วยกัน (นี่หว่า)
4. เป็นความบังเอิญและอื่นๆ ข้อมูลของผู้หญิงอกหัก บางคนอกหักกลุ้มใจ เพราะภาระหน้าที่ในฐานะแม่ ต้องเลี้ยงลูก ต้องทำงานบ้าน ต้องทำงานให้ตัวเอง และที่น่าเบื่อหน่ายก็คือ คอยติดตามพฤติกรรมของพ่อบ้าน ซึ่งกลับดึกกลับดื่น จากความรักที่เคย "หวานดูดดื่ม" กลายเป็น "ดับดิ้น" ไปในที่สุด สิ่งที่พูดมาทั้งหมดผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวจะบอกว่า ธรรมชาติของความรักมันก็มีสาเหตุอย่างนี้แหละ "เป็นธรรมดา" ไม่มีใครในโลกนี้ควบคุมความรักได้หรอก เวลาต้องการกลับขาด เวลามีมากก็เกิดเบื่อหน่ายขึ้นมาเฉยๆ
เอาหล่ะ! แล้วผู้หญิงอกหักเขาจะทำอะไรบ้าง ?
1. กิน...กิน...และกิน อย่าไปหลงประเด็นนะครับ เพราะข้อมูลจากการสอบถามที่มีผู้ตอบกว่า 3,500 ราย ว่า คนอกหักเครียด...กลุ้มใจ... กินข้าวกินปลาอาหารไม่ได้... เพราะอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่เกิน 3 วันถึง 7 วัน พอหลังจากนี้แหละคุณเอ๋ย... "ยิ่งกลุ้มยิ่งกิน" ปิดห้องดูทีวี ปากก็ทำงานด้านการกินและดื่มโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าก็อ้วนนะซิครับ บางคนกลายเป็นช้างน้ำ ด้วยซ้ำ ก็เข้าทำนอง "ใครอกหักจะดื่มมาก และกินเก่ง" เมื่อตั้งสติคิดได้ว่า อกหักยังไม่ตายนี่ แต่จะตายเพราะเป็นโรคอ้วน เอาหละทีนี้ศูนย์บริการลดความอ้วน ยาแก้อ้วน แม้กระทั่งการผ่าตัด เอาไขมันออกเพื่อลดความอ้วน จะขายและบริการแทบไม่ทัน ชนิดเป็นเทน้ำเทท่า
2. แต่งตัว ผมเพิ่งรู้ว่าทรงผมแปลกๆ ต่างหู รวมทั้งเสื้อผ้าชุดหรู คนฐานะดีและอกหักนะครับจะอุดหนุน สีที่สร้างขึ้นเพื่อจะทำการขายให้แก่ลูกค้ากลุ่มนี้ ต้องเลิศหรู ดูมีระดับ สีสรรต้องดีไซน์ แจ๊ด แจ๊ด เท่าที่ทราบสีที่ขาดไม่ได้จะต้องเป็นขาว-ดำ และม่วงครับ
3. ท่องเที่ยว ถ้าเมืองไทยเรามักจะเป็นทัวร์ประเภท ทัวร์ไหว้พระไหว้เจ้า รดน้ำมนต์อะไรทำนองนั้น แต่เมืองนอกนิยมทะเลเขาบอกว่าสีน้ำเงินครามจะทำให้จิตใจสบาย
ไปนั่งมองทะเลคือขอให้เป็นที่ที่เกี่ยวกับน้ำเถอะ รับรองลูกทัวร์เพียบ เอาเรื่องของคนอกหักกลุ้มใจมาเขียนถึงคงพูดได้ไม่ครบ จบขบวนการหรอก วิธีแก้เขาบอกว่า "ให้ทำใจ" และดูแลตนเอง รักตัวเองดีที่สุดครับ หิวก็ให้กิน เหนื่อยก็ให้พัก ง่วงก็ให้นอน ผมลองถามเมียผมดูว่า "ถ้าผมทำให้เขาอกหัก เขาจะคิดยังไง ?" หล่อนตอบเสียงดังฟังชัด
"ขอตัดไอนั่นทิ้ง ให้เป็ดกิน"
"เจ็บ" ครับ ไม่ใช่ "เจ๋ง"
ผู้หญิง ผู้ชาย ความรัก และกามารมณ์
ผู้หญิง ผู้ชาย ความรัก และกามารมณ์ ทั้ง 4 อย่างนี้สัมพันธ์กันในรูปแบบที่อธิบายได้ยาก กามารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของความรัก เพราะความรักนั้นเป็นนามธรรม แต่กามารมณ์คือการแสดงออกทางรูปธรรมของความรัก เชื่อหรือไม่ว่า ในเรื่องของ ความรักและกามารมณ์นั้น ผู้ชายกับผู้หญิงมีการแสดงออกที่แตกต่างกันอย่างมากอย่างที่คุณๆ แทบนึกไม่ถึงเอาเลยทีเดียว อย่างที่เรารู้ๆ กัน ผู้ชายมักรักง่ายหน่ายเร็ว แต่ผู้หญิงจะรักยากแต่เมื่อรักแล้วจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง ผู้ชายมักมีหลายรัก แต่ ผู้หญิงจะมีรักเดียว ผู้หญิงจะต้องการความรักแต่ผู้ชายต้องการทำรัก ผู้หญิงต้องการที่จะพบใครสักคนที่ดีเพื่อรักเขาเป็นคน สุดท้ายและรักตลอดไป แต่ไม่มีผู้ชายคนไหนที่คิดแบบนี้ ผู้ชายมักใจร้อนอยากให้ผู้หญิงรีบรับรักโดยเร็ว แต่ผู้หญิงต้องการ ค่อยๆ ศึกษาและดูใจเขาไปก่อน ในการมีเพศสัมพันธ์ผู้หญิงต้องการบรรยากาศที่เป็นใจ ความเป็นส่วนตัว ความเป็น ธรรมชาติและการเล้าโลมที่เนิ่นนานก่อนที่จะมีเซ็กซ์ เข้าทำนอง "ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม" แต่ผู้ชายกลับไม่เข้าใจและพยายามที่ จะกระทำการทันทีทันใดด้วยอารมณ์ที่เร่าร้อนเข้าทำนอง "น้ำขึ้นให้รีบตัก" ในการมีเซ็กซ์ ผู้ชายจะคำนึงถึงปริมาณมากกว่า คุณภาพ ความสุขเป็นอันดับแรก แต่ความปลอดภัยเป็นอันดับที่สอง จึงมีบางคนกล่าวว่าผู้หญิงมีความรักแบบ "โรแมนติค" (ROMANTIC ยึดถือในความรักในแบบอุดมคติ) แต่ผู้ชายมีความรักแบบ "อีโรติค (EROTIC ยึดถือความสุขทางเพศ เป็นสำคัญ)
คุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิงทั้งหลายเคยสงสัยบ้างไหมว่า เจ้าอุปนิสัยและอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันเหล่านี้มีที่มาจาก อะไร
นอกจากการแสดงออกทางอุปนิสัยและอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันระหว่างหญิงชายแล้ว ในการมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงและ ผู้ชายก็มีความแตกต่างกันในการแสดงออกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีอารมณ์เพศ การเข้าถึงจุดสุดยอดหรือเรื่องอื่นๆ ผู้หญิงมักเกิดอารมณ์เพศยาก ธรรมชาติในเรื่องนี้ของชายและหญิงนั้นแทบจะตรงข้ามกันเลยทีเดียว นั่นคือ ผู้ชายจะเกิด อารมณ์เพศง่ายและเร็วโดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมารองรับ ผู้ชายสามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงคนไหนก็ได้โดย ไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นด้วยความรัก แต่ผู้หญิงนั้น ถ้าเธอจะมีอะไรกับใครสักคนแล้ว คนๆ นั้นจะต้องเป็นคนที่เธอรัก และ เธอจะคิดก่อนเสมอว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่เธอสมควรจะต้องมอบกายมอบใจให้กับเขา ด้วยสาเหตุนี้ ผู้หญิงจึงเกิดอารมณ์เพศยากและเกิดได้ช้า และด้วยเหตุนี้เช่นกัน ผู้หญิงจึงต้องการ "การเล้าโลม" (FOREPLAY) ก่อนการร่วมเพศเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ผู้ชายก็มักใจร้อนและชอบที่จะกระทำการด้วยความรวดเร็ว จึงไม่ อยากเสียเวลากับการเล้าโลม ปัญหานี้เป็นปัญหาที่คู่รักส่วนใหญ่ต้องประสบพบเจออยู่เป็นประจำ ผู้หญิงไปถึงจุดสุดยอดได้ยากและช้า ธรรมชาติของเพศหญิงต้องการเวลาในการสร้างอารมณ์เพศทีละนิด จนกระทั่งร่างกาย ได้รับการกระตุ้นไปจนถึงจุดสุดยอด การกระตุ้นที่จุดสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกอด การสัมผัสลูบไล้ไปที่อวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะจุดที่ไวต่อความรู้สึก เช่น บริเวณต้นคอ เนินอก ซอกคอ หรือต้นขา ซึ่งควรต้องกระทำอย่างช้าๆ และเป็นจังหวะ แต่ผู้ชายนั้นจะถูกกระตุ้นได้ง่ายและรวดเร็วมากๆ ถึงขนาดที่ว่าเพียงแค่เห็นรูปถ่ายผู้หญิงที่แต่งตัววับๆ แวมๆ เท่านั้น ความ เป็นชายก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่างแล้ว ซึ่งในผู้หญิงจะไม่ง่ายดายขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้ชายและหญิงมีลักษณะเช่นนี้ นอกจากสภาวะร่างกายตามธรรมชาติที่แตกต่างของหญิงและชายแล้ว ยังเกี่ยวข้อง กับฮอร์โมนอีกด้วย ในร่างกายผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศที่ชื่อว่า "เทสโตสเตอโรน" (TESTOSTERONE) อยู่ ส่วนในร่างกายผู้หญิงมีฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า "เอสโตรเจน" (ESTROGEN) อยู่ แล้วฮอร์โมนทั้งสอง ชนิดนี้คืออะไร ฮอร์โมน "เทสโตสเตอโรน" เป็นฮอร์โมนเพศชาย จะถูกผลิตขึ้นที่บริเวณลูกอัณฑะเป็นส่วนใหญ่ และส่วนน้อยผลิตจากต่อม หมวกไตและรังไข่ ซึ่งก็หมายถึงว่า ฮอร์โมนชนิดนี้ก็มีในเพศหญิงด้วยเช่นกันแต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่า หน้าที่ของฮอร์โมนเท สโตสเตอโรน คือทำให้เกิดลักษณะของความเป็นชายขึ้น เช่น มีหนวดเครา ขนหน้าแข้ง เสียงที่แหบห้าว หรือมีกล้ามเนื้อเกิด ขึ้น และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกทางเพศให้กับเพศชาย ในเพศหญิงฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนจะไม่ส่งผลให้ เกิดลักษณะเฉพาะความเป็นชายแต่อย่างใด แต่มีหน้าที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้เกิดกับผู้หญิงเท่านั้น ดังนั้น ที่ผู้หญิงมี อารมณ์ความรู้สึกทางเพศน้อยกว่าผู้ชายก็เพราะว่ามีฮอร์โมนตัวนี้น้อยกว่านั่นเอง ส่วนในผู้หญิงนั้น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน "เอสโตรเจน" ออกมาจากรังไข่ ฮอร์โมนชนิดนี้ส่งผลให้ เกิดพัฒนาการทางร่างกายด้านต่างๆ ในเพศหญิง เช่น เต้านมโตขึ้น เอวคอด สะโพกผาย ต้นขากลม มีขนขึ้นที่บริเวณอวัยวะ เพศหญิง การทำงานของรังไข่จะอยู่ภายใต้การทำงานของต่อมใต้สมอง และการทำงานของต่อมใต้สมองก็จะอยู่ภายใต้การ ควบคุมของศูนย์ควบคุมอารมณ์ในสมองอีกที ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเพศหญิงมีอารมณ์และความรู้สึกต่อความรักลึกซึ้ง กว่าเพศชาย ด้วยสาเหตุดังกล่าว ความรักของผู้ชายจึงเกี่ยวพันกับการมีเพศสัมพันธ์อย่างแยกแยะไม่ออก ส่วนความรักของผู้หญิงก็เน้นไป ที่อารมณ์ ความรู้สึก ความรักและความผูกพันเป็นหลัก เท่ากับว่า เจ้าฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนและฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นตัว ที่สร้างความแตกต่างในการแสดงพฤติกรรมทางเพศ อุปนิสัยบางประการ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของทั้งชายและ หญิงนั่นเอง การทำความเข้าใจในเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของชีวิตคู่ระหว่างหญิงชาย การเอาแต่โยนความผิดกันไป มาไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้เลย
การร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยการพบกันครึ่งทางคือวิธีที่ดีที่สุด
แค่เพียงความแตก ต่างในด้านสภาวะร่างกายตามธรรมชาติไม่ควรเป็นเหตุแห่งความรักที่แตกร้าวแต่อย่างใดเลย ผู้หญิงควรพยายามเรียนรู้ ผู้ชาย และผู้ชายก็ควรพยายามเข้าใจผู้หญิง
ตราบใดที่โลกเรายังดำรงอยู่ ความรักระหว่างชายหญิงก็ยังต้องมีอยู่เช่นเดียวกัน แม้จะมีชายหญิงหลายต่อหลายคนเปลี่ยนใจ ไปรักเพศเดียวกันมากมาย แต่ก็เป็นเพียงคนส่วนน้อย ไม่ว่าอย่างไร ความรักระหว่างชายหญิงก็จะต้องคงอยู่คู่โลกตลอดไป โดยไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลง
คุณผู้ชายหรือคุณผู้หญิงทั้งหลายเคยสงสัยบ้างไหมว่า เจ้าอุปนิสัยและอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันเหล่านี้มีที่มาจาก อะไร
นอกจากการแสดงออกทางอุปนิสัยและอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันระหว่างหญิงชายแล้ว ในการมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงและ ผู้ชายก็มีความแตกต่างกันในการแสดงออกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมีอารมณ์เพศ การเข้าถึงจุดสุดยอดหรือเรื่องอื่นๆ ผู้หญิงมักเกิดอารมณ์เพศยาก ธรรมชาติในเรื่องนี้ของชายและหญิงนั้นแทบจะตรงข้ามกันเลยทีเดียว นั่นคือ ผู้ชายจะเกิด อารมณ์เพศง่ายและเร็วโดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมารองรับ ผู้ชายสามารถมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงคนไหนก็ได้โดย ไม่จำเป็นที่จะต้องเริ่มต้นด้วยความรัก แต่ผู้หญิงนั้น ถ้าเธอจะมีอะไรกับใครสักคนแล้ว คนๆ นั้นจะต้องเป็นคนที่เธอรัก และ เธอจะคิดก่อนเสมอว่ามีเหตุผลอะไรบ้างที่เธอสมควรจะต้องมอบกายมอบใจให้กับเขา ด้วยสาเหตุนี้ ผู้หญิงจึงเกิดอารมณ์เพศยากและเกิดได้ช้า และด้วยเหตุนี้เช่นกัน ผู้หญิงจึงต้องการ "การเล้าโลม" (FOREPLAY) ก่อนการร่วมเพศเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ผู้ชายก็มักใจร้อนและชอบที่จะกระทำการด้วยความรวดเร็ว จึงไม่ อยากเสียเวลากับการเล้าโลม ปัญหานี้เป็นปัญหาที่คู่รักส่วนใหญ่ต้องประสบพบเจออยู่เป็นประจำ ผู้หญิงไปถึงจุดสุดยอดได้ยากและช้า ธรรมชาติของเพศหญิงต้องการเวลาในการสร้างอารมณ์เพศทีละนิด จนกระทั่งร่างกาย ได้รับการกระตุ้นไปจนถึงจุดสุดยอด การกระตุ้นที่จุดสัมผัสต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการกอด การสัมผัสลูบไล้ไปที่อวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะจุดที่ไวต่อความรู้สึก เช่น บริเวณต้นคอ เนินอก ซอกคอ หรือต้นขา ซึ่งควรต้องกระทำอย่างช้าๆ และเป็นจังหวะ แต่ผู้ชายนั้นจะถูกกระตุ้นได้ง่ายและรวดเร็วมากๆ ถึงขนาดที่ว่าเพียงแค่เห็นรูปถ่ายผู้หญิงที่แต่งตัววับๆ แวมๆ เท่านั้น ความ เป็นชายก็พลุ่งพล่านไปทั่วร่างแล้ว ซึ่งในผู้หญิงจะไม่ง่ายดายขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้ชายและหญิงมีลักษณะเช่นนี้ นอกจากสภาวะร่างกายตามธรรมชาติที่แตกต่างของหญิงและชายแล้ว ยังเกี่ยวข้อง กับฮอร์โมนอีกด้วย ในร่างกายผู้ชายจะมีฮอร์โมนเพศที่ชื่อว่า "เทสโตสเตอโรน" (TESTOSTERONE) อยู่ ส่วนในร่างกายผู้หญิงมีฮอร์โมนอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า "เอสโตรเจน" (ESTROGEN) อยู่ แล้วฮอร์โมนทั้งสอง ชนิดนี้คืออะไร ฮอร์โมน "เทสโตสเตอโรน" เป็นฮอร์โมนเพศชาย จะถูกผลิตขึ้นที่บริเวณลูกอัณฑะเป็นส่วนใหญ่ และส่วนน้อยผลิตจากต่อม หมวกไตและรังไข่ ซึ่งก็หมายถึงว่า ฮอร์โมนชนิดนี้ก็มีในเพศหญิงด้วยเช่นกันแต่เป็นจำนวนที่น้อยกว่า หน้าที่ของฮอร์โมนเท สโตสเตอโรน คือทำให้เกิดลักษณะของความเป็นชายขึ้น เช่น มีหนวดเครา ขนหน้าแข้ง เสียงที่แหบห้าว หรือมีกล้ามเนื้อเกิด ขึ้น และที่สำคัญ ช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกทางเพศให้กับเพศชาย ในเพศหญิงฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนจะไม่ส่งผลให้ เกิดลักษณะเฉพาะความเป็นชายแต่อย่างใด แต่มีหน้าที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศให้เกิดกับผู้หญิงเท่านั้น ดังนั้น ที่ผู้หญิงมี อารมณ์ความรู้สึกทางเพศน้อยกว่าผู้ชายก็เพราะว่ามีฮอร์โมนตัวนี้น้อยกว่านั่นเอง ส่วนในผู้หญิงนั้น เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน "เอสโตรเจน" ออกมาจากรังไข่ ฮอร์โมนชนิดนี้ส่งผลให้ เกิดพัฒนาการทางร่างกายด้านต่างๆ ในเพศหญิง เช่น เต้านมโตขึ้น เอวคอด สะโพกผาย ต้นขากลม มีขนขึ้นที่บริเวณอวัยวะ เพศหญิง การทำงานของรังไข่จะอยู่ภายใต้การทำงานของต่อมใต้สมอง และการทำงานของต่อมใต้สมองก็จะอยู่ภายใต้การ ควบคุมของศูนย์ควบคุมอารมณ์ในสมองอีกที ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเพศหญิงมีอารมณ์และความรู้สึกต่อความรักลึกซึ้ง กว่าเพศชาย ด้วยสาเหตุดังกล่าว ความรักของผู้ชายจึงเกี่ยวพันกับการมีเพศสัมพันธ์อย่างแยกแยะไม่ออก ส่วนความรักของผู้หญิงก็เน้นไป ที่อารมณ์ ความรู้สึก ความรักและความผูกพันเป็นหลัก เท่ากับว่า เจ้าฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนและฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นตัว ที่สร้างความแตกต่างในการแสดงพฤติกรรมทางเพศ อุปนิสัยบางประการ รวมถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ของทั้งชายและ หญิงนั่นเอง การทำความเข้าใจในเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความยั่งยืนของชีวิตคู่ระหว่างหญิงชาย การเอาแต่โยนความผิดกันไป มาไม่เคยแก้ปัญหาอะไรได้เลย
การร่วมมือกันแก้ปัญหาด้วยการพบกันครึ่งทางคือวิธีที่ดีที่สุด
แค่เพียงความแตก ต่างในด้านสภาวะร่างกายตามธรรมชาติไม่ควรเป็นเหตุแห่งความรักที่แตกร้าวแต่อย่างใดเลย ผู้หญิงควรพยายามเรียนรู้ ผู้ชาย และผู้ชายก็ควรพยายามเข้าใจผู้หญิง
ตราบใดที่โลกเรายังดำรงอยู่ ความรักระหว่างชายหญิงก็ยังต้องมีอยู่เช่นเดียวกัน แม้จะมีชายหญิงหลายต่อหลายคนเปลี่ยนใจ ไปรักเพศเดียวกันมากมาย แต่ก็เป็นเพียงคนส่วนน้อย ไม่ว่าอย่างไร ความรักระหว่างชายหญิงก็จะต้องคงอยู่คู่โลกตลอดไป โดยไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลง
โบนัสของชีวิต
ใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว หลายคนกำลังง่วนอยู่กับการมองหาของขวัญดีๆ ให้คนอื่น ก็อย่าลืมนึกถึงตัวเองด้วย ตลอดปีที่ผ่านมาบางคนตระเวนหาของอร่อยๆ รับประทาน ปีใหม่นี้ลองใช้เวลาล้างพิษเพื่อเป็นของขวัญให้กับตัวเองดูบ้าง
ปกติร่างกายของคนเราจะมีกลไกที่วิเศษพอที่จะล้างพิษออกจากร่างกายตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าการหายใจ เหงื่อ การขับถ่าย และประจำเดือนของผู้หญิง
เมื่อร่างกายสำลักพิษ ก็มีกลไกพิเศษช่วยในการขับพิษผ่านทางไอหรือจาม เพราะร่างกายเรามีเชื้อโรคจำนวนมาก โดยเฉพาะแบคทีเรีย ถ้าสภาพร่างกายปกติก็จะมีวิธีควบคุมและกำจัดแบคทีเรียที่จะเป็นพิษออกไป
แต่เมื่อใดก็ตาม ร่างกายอยู่ในสภาพไม่สมดุล อาจมีอาการปวดหัวตัวร้อน ส่อเค้าว่ากำลังป่วย แต่คนส่วนใหญ่ก็จะเพิกเฉยหรือแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยการกินยาแก้ปวดหรือทายาแก้ผื่นคัน โดยไม่ได้หาสาเหตุที่แท้จริง
และยิ่งวิถีชีวิตรีบๆ เร็วๆ ในปัจจุบัน เร่งเร้าให้เรานำสารพิษเข้าสู่ร่างกายมากเกินอัตรา ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือขนมนมเนยต่างๆ นอกจากแคลอรีที่เกินความต้องการของร่างกายแล้ว ส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ก็ยังเป็นพิษต่อร่างกาย อาหารอาจมีส่วนผสมของผงชูรสมากไป และกระบวนการขัดขาวของแป้งและน้ำตาล ยังรวมไปถึงสารแต่งรส แต่งกลิ่น สารให้ความหวาน ผักที่มียาฆ่าแมลง หรืออาหารสำเร็จรูปมีส่วนผสมของสารกันบูด เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก และมีสารพิษตกค้างจากการเลี้ยงสัตว์ระบบอุตสาหกรรม
ลองสังเกตตัวเอง
สารพิษที่ตกค้างอาจทำให้ร่างกายระคายเคือง อาจเป็นจุดกำเนิดของโรคร้ายหลายประการ ยิ่งรับประทานเนื้อสัตว์มากเท่าไหร่ ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานมากในการย่อย และยังต้องขับสารพิษที่ตกค้างจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์
เนื่องจากลำไส้มนุษย์มีความยาวประมาณ 8.5-9 เมตร และสัตว์กินเนื้อจะมีลำไส้ที่สั้นเป็นพิเศษเพื่อจะขับถ่ายพิษอันเกิดจากการเน่าเสียของเนื้อออกมาให้เร็วที่สุด ถ้ามนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์เข้าไป กากอาหารจากเนื้อเหล่านี้จะไปเน่าเสียคั่งค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะดูดซึมสารพิษ อันเกิดจากการเน่าเสียนั้นเข้ากระแสโลหิต ก่อให้เกิดโรคต่างๆ นานา
อันที่จริงผักก็เน่าเสียเหมือนกัน แต่ช้ากว่าเนื้อสัตว์ ลองจินตนาการถึงการนำเนื้อสัตว์ หมูหรือไก่มาแช่ในตู้เย็น อุณหภูมิราว 4 องศาในเวลา 24 ชั่วโมง เนื้อก็เปลี่ยนเป็นสีคล้ำและมีกลิ่นเหม็น ในขณะที่เนื้อที่บูดเน่าอยู่ในร่างกายเราในอุณหภูมิ 37 องศา ก็ยิ่งเน่าเสียมากยิ่งขึ้น
เวลาที่สารพิษล้น แล้วกำจัดไม่ทัน และยังรับประทานอาหารเข้าไปอีก ร่างกายเตือนเบาๆ ก่อนเป็นโรคร้าย แต่ไม่ค่อยมีใครฟัง ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจเหม็นๆ กลิ่นตัว คราบหินปูน กลิ่นฉุนรุนแรงจากระบบขับถ่าย บางคนก็ผมร่วง แต่เราก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการอาบน้ำแปรงฟันหรือฉีดน้ำหอม
ถ้าภายนอกร่างกายเหม็นขนาดนี้ ข้างในก็ไม่ต่างกัน เพราะทั้งด้านนอกและด้านในร่างกายเป็นผิวหนังผืนเดียวกัน แม้ร่างกายมีกลไกกำจัดสารพิษอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องร่วมมือกับร่างกายด้วย เหมือนช่วยกันสองแรงแข็งขัน ทั้งช่วยลดพิษในการเข้าสู่ร่างกาย และช่วยกำจัดมันออกไปด้วยการล้างพิษ
อาจลองสำรวจตัวเองดูว่า ถึงเวลาต้องออกแรงช่วยร่างกายหรือยัง เพราะบางคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยโดยไม่มีสาเหตุ เป็นผื่นแพ้คันไม่หายเสียที
เมื่อพูดถึงการล้างพิษ ก็มีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งการกินหรือการอดเพื่อล้างพิษ การสวนล้างลำไส้ ลองพิจารณาตามความสะดวกและเหมาะสมกับร่างกาย
กินผลไม้ล้างพิษ
กรรมวิธีล้างพิษง่ายๆ แต่อาจยากสักนิด ตรงที่ต้องทำใจ คือ อดอาหารแล้วกินผลไม้แทน นี่คือการอดเพื่อล้างพิษ อดคือกินให้น้อยลง ลดภาระของร่างกาย แทนที่จะต้องมาทุ่มเทพลังงานในการย่อยอาหารหนักๆ ก็ให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเองบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกลไกปกติสามารถขับสารพิษออกจากร่างกาย
ถ้าจะให้รางวัลตัวเองด้วยการกินเค้ก แม้จะมีรสชาติอร่อย แต่ก็ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเหมือนเดิม ลองปรับความคิดใหม่ว่า ร่างกายทำงานหนักทุกวันแล้ว ให้โบนัสร่างกายด้วยการกินผลไม้ 1 วัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน
ลองใช้สูตรง่ายๆ กินผลไม้แทนอาหารทั้ง 3 มื้อ อาจใช้ผลไม้ชนิดเดียวกันทั้งวัน คือ กินฝรั่งอย่างเดียวหรือมะละกออย่างเดียว แต่สำหรับผู้เริ่มต้นก็ทานผลไม้อะไรก็ได้คละกันไป เพียงแต่แยกชนิดแต่ละมื้อ อาจทานผลไม้รสหวานอย่างเดียว อย่างมะละกอกับมะม่วงสุก หรือทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างเดียว เพราะเอนไซม์ในการย่อยจะเป็นคนละชนิดกัน
“ถ้าตั้งใจจะให้ร่างกายพักผ่อนจริงๆ เพื่อให้ร่างกายใช้เอนไซม์ในการย่อยชนิดเดียว ก็เลือกทานแบบหวานอย่างเดียวหรือแบบเปรี้ยวอย่างเดียวในหนึ่งมื้อก็พอ” เพียงพร ลาภคล้อยมา วิทยากรจากธรรมชาติกับการเยียวยา แนะนำมือใหม่หัดอด
ถ้าหากหาผลไม้ปลอดสารพิษไม่ได้ จำต้องเลือกผลไม้ที่วางขายทั่วไป ก็ควรพิถีพิถันล้างให้สะอาด อาจล้างด้วยน้ำเกลือ ด่างทับทิม ผงฟู น้ำส้มสายชู ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ให้เลือกผลไม้ตามฤดูกาล ไม่จำเป็นต้องใช้ผลไม้ข้ามถิ่น อย่างพวกแอปเปิล แม้ว่าจะมีกากใยมาก แต่ผลไม้พวกนี้มาจากประเทศจีน กว่าจะเดินทางมาถึงเมืองไทย ก็ใช้เวลานานกว่า 5-6 วัน เพราะขนส่งมาทางเรือส่งสินค้า แต่ถ้ากินมะละกอที่ตัดฉับจากข้างบ้าน แล้วปอกกินทันที หรือซื้อมาจากตลาดที่มีแหล่งปลูกไม่ใกล้ไม่ไกลบ้านเรา จะมีได้คุณค่าทางอาหารมากกว่า
เพียงพร บอกเทคนิคที่ช่วยเพิ่มกำลังใจว่า ให้เลือกวันที่มีความสำคัญสำหรับตัวเองในการอด เพื่อเป็นกำลังใจให้ทำให้ได้ อย่างเป็นวันเกิดของตัวเอง วันเกิดของพ่อแม่
“สำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน ก็ล้างพิษในวันหยุดจะดีกว่า ก่อนอดก็เตรียมตัวทำงานบ้านให้เรียบร้อย
วันที่อดให้หยุดพักผ่อนจริงๆ เพราะทานน้อย ก็ต้องใช้พลังงานน้อยๆ ด้วย ถ้าฝืนทำงานจะทรมาน หงุดหงิด” เพียงพร ว่า ถ้าจะอดอาหารล้างพิษเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง ก็อย่าฝืนตัวเองและรู้สึกทรมาน
เธอ บอกว่า ถ้าจะล้างพิษด้วยวิธีนี้ ก็ให้ทำใจให้พร้อม ถ้ารู้สึกว่าเป็นการทรมานตัวเองเกินไป ก็ให้หยุด เพราะถ้ารู้สึกว่าทำกับตัวเองเกินไป ก็จะเป็นสารพิษตกค้างในจิตใจ ไม่เป็นผลดีกับร่างกายอยู่ดี
หลายคนเริ่มต้นอดปีละ 1 ครั้ง เมื่อพบว่าเกิดความเบาสบาย มีความกระปรี้กระเปร่า หน้าตาสดใสมากขึ้น หลังการอด บางคนก็ขยับจำนวนเป็นเดือนละครั้ง หรือ สัปดาห์ละครั้ง เหมือนทำงานมา 6 วัน ก็ให้เป็นวันหยุด 1 วัน
การอดเพื่อล้างพิษด้วยการกินผลไม้ทดแทนอาหาร 1 วัน คนทั่วไปสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าจะทำอย่างต่อเนื่อง 2 - 3 วันหรือมากกว่านั้น ก็ต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับผู้ที่จะอดด้วยการดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำสะอาดแทนอาหาร
กินข้าวล้างพิษ
หลักการของการกินอาหารแมคโครไบโอติกส์ เน้นสูตรอาหารที่สร้างความกลมกลืนและสมดุลให้กับร่างกาย ปรุงอาหารให้มีความสมดุลหยิน-หยาง ความเป็นกรดเป็นด่าง และธัญพืชเป็นอาหารหลักที่เหมาะสมของมนุษย์
อาหารเป็นวัตถุดิบในการสร้างเลือด เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ร่างกาย กินอาหารสะอาดเลือดก็สะอาด เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้ดีขึ้น แต่ถ้ากินอาหารปนเปื้อนสารเคมีหรือสารพิษมากๆ เลือดก็จะด้อยคุณภาพ และมีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรม
อาหารที่สร้างเลือดให้สะอาดคือ ธัญพืชธรรมชาติ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวแดง รวมถึงธัญพืชที่ไม่ขัดสีปรุงแต่ง
อาหารหลักของแมคโครไบโอติกส์แต่ละมื้อ เน้นธัญพืช 50% ของอาหาร น้ำแกงจืดใส่เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นหรือมิโซ 5-10% หรือประมาณวันละ 1-2 ถ้วย ผักประมาณ 25-30% ควรปรุงด้วยการนึ่ง ลวก อบ ต้ม หรือผัด โดยใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด ถั่ว 10% และสาหร่าย
อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารช้าๆ เน้นการเคี้ยวอย่างละเอียด เพื่อให้อาหารย่อยง่าย และถูกนำไปใช้อย่างมีประโยชน์กับร่างกาย ถ้าลำไส้สะอาด ก็ทำให้ Metabolism ดี กินแล้วจะให้พลังงานภายใน 3 นาที
น.พ. โอภาส นาหว่าน วิทยากรในคอร์สอาหารแนวแมคโครไบโอติกส์ เล่าถึงกระบวนการย่อยอาหาร ว่า ตรงผนังลำไส้เล็กจะมีปุ่มเล็กๆ คอยดูดซึมอาหาร ซึ่งปุ่มนั้นเล็กมาก อาหารที่กินเข้าไปต้องเล็กมากถึงจะสะดวกในการดูดซึม แต่คนทั่วไปมักเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด เมื่ออาหารลงไปถึงจุดที่จะดูดซึม ถ้าอาหารใหญ่เกินไป ก็จะดูดซึมไม่ได้ ร่างกายจำต้องย่อยให้เล็กลง และอาหารส่วนนั้นในร่างกายก็จะเน่าเสีย ส่วนอาหารที่ย่อยไม่ได้ ก็ค้างและเน่าเสียอยู่ตรงนั้น
สูตรล้างลำไส้ของแมคโครไบโอติกส์ คือ ข้าวกล้องโรยงาขาว ให้กินทั้ง 3 มื้อตลอด 10 วัน
“แค่ 3 วัน ก็จะเห็นความเบาสบาย และต้องเคี้ยวคำละ 50 ครั้ง หลังจากนั้นก็เริ่มขยับมาอีกสูตร มีอาหารชนิดอื่นๆ มากขึ้น มีผัก มีเครื่องปรุงบ้าง ถ้าปรับตัวออกมากินเนื้อเลยจะแย่ ต้องค่อยๆ ขยับ”
วิทยากรในการอบรมครั้งนั้นยังบอกอีกว่า ระหว่างการล้างพิษจะมีอาการขับพิษมาก มีอาการหงุดหงิดหิวโน่น นี่
“ก็ต้องถามตัวเองว่า ต้องการอะไร ถ้าต้องการจะทำความสะอาดร่างกายจริงๆ แนวทางอาหารแต่ละสูตร ก็ไม่มีใครผิดใครถูก อยู่ที่เราอยากได้อะไร ต้องการอะไรในอาหารแต่ละมื้อ”
ล้างลำไส้ด้วยกาแฟ
การสวนทวารเป็นการล้างพิษที่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ เป็นวิธีที่มีการพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะเมื่อ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ได้เผยแพร่แนวคิดชีวจิต ล้างพิษโดยการใช้กาแฟปริมาณ 800-1,500 ซีซี สวนเข้าไปในลำไส้ ช่วยขจัดพิษที่คั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ กาเฟอีนจะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดดำเข้าสู่ตับ เพื่อกระตุ้นการทำงานของตับมากขึ้น ช่วยขับพิษในตับได้ดีด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางธรรมชาติบำบัดบางศาสตร์ ก็ใช้น้ำสะอาดที่ใช้ดื่มมาสวนล้างลำไส้ปริมาณ 300-350 ซีซี เพราะวิธีการนี้ดูนุ่มนวลกว่า และไม่ทิ้งคราบกาแฟ ข้อสำคัญสามารถทำได้บ่อย
ของเหลวที่ใช้สวนล้างส่วนนี้จะเข้าไปทำความสะอาดลำไส้ โดยเฉพาะส่วนที่โค้งงอของลำไส้ ซึ่งเป็นเหตุให้ของเสียตกค้างและไม่ได้ถูกขับถ่ายออกมา และได้เปลี่ยนสภาพเป็นสารพิษให้ร่างกายดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้ตับและไตต้องทำงานหนักในการขับสารพิษนั้นออกมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามการสวนล้างลำไส้ ก็ไม่ใช่เรื่องทำได้บ่อยๆ ควรปล่อยให้ลำไส้ทำงานตามธรรมชาติ และวิธีการนี้ ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะเด็กหรือผู้หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ
ของขวัญสำหรับปีใหม่นี้ ลองบรรจุโปรแกรมล้างพิษไว้เป็นโบนัสตอบแทนให้กับตัวเองดูบ้าง เตรียมทั้งกายและใจเพื่อสิ่งดีๆ ในชีวิต
โปรแกรมล้างใจ
คนเรามักจะมีหลายสิ่งหลายอย่างตกค้างอยู่ในใจ แม้วันเวลาจะผ่านพ้นไป อาจเป็น 1 เดือนหรือ 1 ปี บางเรื่องก็ยังรบกวนจิตใจ ปีใหม่นี้เอาฤกษ์เอาชัย นำสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต
เรื่องราวบางเรื่องทิ่มแทงใจ บางครั้งเราอยากลืม แต่ดูเหมือนมันยิ่งชัดเจนในความทรงจำ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความผิดพลาดในอดีต ความละอายต่อสิ่งที่เคยได้กระทำลงไปอย่างไม่ทันได้คิด
มีหลายคนให้ข้อคิดไว้น่าสนใจและมีทัศนะคล้ายๆ กัน ประภาส ชลศรานนท์ เขียนไว้ในคอลัมน์คุยกับประภาสในหนังสือพิมพ์มติชน และรวมเป็นเล่มชื่อ 'เท่าดวงอาทิตย์' และนักเขียนอีกคน รูธ ฟิเชล เขียนไว้ใน 'หากใจเราบางเบาดั่งขนนก' เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรลืม แต่ก็ถึงเวลาที่จะต้องให้อภัยคู่กรณีและให้อภัยตัวเอง ความเจ็บปวดจึงจะลดเลือนลงได้
รูธ ต้องจัดการกับความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ เพราะลูกชายของเธอฆ่าตัวตาย และเธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดเหล้าและการหย่าร้างของเธอเกี่ยวข้องกับการตายนั้นด้วย
นอกจากการไปพบนักจิตบำบัด เธอได้ใช้เวลา 2-3 วันไปแคมป์ และเธอก็ได้ทบทวนสิ่งที่ได้ทำและไม่ได้ทำให้ลูกชาย แล้วพบว่าบางอย่างที่เธอทำไปนั้น ทำให้ลูกชายเธอไม่มีความสุข และเธอก็ปฏิเสธมันไม่ได้
"สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ การให้อภัยตัวเอง จงปล่อยวางความละอาย และความรู้สึกผิดที่ตัวเองมีอยู่ เพราะมันทำให้จิตใจเรารับภาระหนักเกินไป และช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น" รูธ เขียนไว้อย่างนั้น เมื่อเธอยอมรับความจริงและให้อภัยตัวเอง
นอกจากแนะวิธีล้างพิษให้ร่างกายแล้ว เพียงพร ยังแนะวิธีล้างพิษให้จิตใจด้วย เธอบอกว่า ขณะที่ล้างพิษให้ร่างกายด้วยการอดอาหาร จะทานผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ ก็เป็นการล้างพิษให้จิตใจไปด้วย
"ระหว่างการอดอาหาร ก็ต้องอดความพึงพอใจไปด้วย คนอดอาหารได้ ก็เป็นคนที่เอาชนะตัวเองได้ ดังนั้นถ้าอดอาหารได้ จิตใจก็เข้มแข็งพอที่จะห้ามใจไม่วิ่งไล่ตามแฟชั่นมือถือรุ่นใหม่ โดยที่เครื่องเก่ายังใช้ได้"
นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการชำระความรู้สึกที่รบกวนจิตใจ หากปล่อยไว้นานอาจเป็นสารพิษในจิตใจ
“อย่างถ้าวิ่งตามรถเมล์ไม่ทัน ก็ให้สูดหายใจแรงๆ สูดไปเลย แม้ตรงนั้นจะมีฝุ่นควันมากไปหน่อย อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าบังไว้ สูดหายใจแรงๆ ช่วยให้หายเหนื่อย แล้วยังได้กวาดความรู้สึกเสียดายทิ้งไปด้วย บ้านช่องห้องหับสกปรก เรายังต้องกวาดขยะทิ้งความรู้สึกเสียดายหรือไม่ได้ดั่งใจ มันตกหล่นอยู่ข้างในตัวเรา เราก็ต้องกวาดทิ้งไปด้วย” เพียงพร บอกว่า หายใจแรงๆ เหมือนเครื่องดูดฝุ่นที่จะดูดความรู้สึกแย่ๆ ออกจากจิตใจ
รมณ รวยแสน
หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนเรียบเรียงจากหนังสือธรรมชาติบำบัด
ปกติร่างกายของคนเราจะมีกลไกที่วิเศษพอที่จะล้างพิษออกจากร่างกายตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่าการหายใจ เหงื่อ การขับถ่าย และประจำเดือนของผู้หญิง
เมื่อร่างกายสำลักพิษ ก็มีกลไกพิเศษช่วยในการขับพิษผ่านทางไอหรือจาม เพราะร่างกายเรามีเชื้อโรคจำนวนมาก โดยเฉพาะแบคทีเรีย ถ้าสภาพร่างกายปกติก็จะมีวิธีควบคุมและกำจัดแบคทีเรียที่จะเป็นพิษออกไป
แต่เมื่อใดก็ตาม ร่างกายอยู่ในสภาพไม่สมดุล อาจมีอาการปวดหัวตัวร้อน ส่อเค้าว่ากำลังป่วย แต่คนส่วนใหญ่ก็จะเพิกเฉยหรือแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ด้วยการกินยาแก้ปวดหรือทายาแก้ผื่นคัน โดยไม่ได้หาสาเหตุที่แท้จริง
และยิ่งวิถีชีวิตรีบๆ เร็วๆ ในปัจจุบัน เร่งเร้าให้เรานำสารพิษเข้าสู่ร่างกายมากเกินอัตรา ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือขนมนมเนยต่างๆ นอกจากแคลอรีที่เกินความต้องการของร่างกายแล้ว ส่วนประกอบของอาหารเหล่านี้ก็ยังเป็นพิษต่อร่างกาย อาหารอาจมีส่วนผสมของผงชูรสมากไป และกระบวนการขัดขาวของแป้งและน้ำตาล ยังรวมไปถึงสารแต่งรส แต่งกลิ่น สารให้ความหวาน ผักที่มียาฆ่าแมลง หรืออาหารสำเร็จรูปมีส่วนผสมของสารกันบูด เนื้อสัตว์ที่ย่อยยาก และมีสารพิษตกค้างจากการเลี้ยงสัตว์ระบบอุตสาหกรรม
ลองสังเกตตัวเอง
สารพิษที่ตกค้างอาจทำให้ร่างกายระคายเคือง อาจเป็นจุดกำเนิดของโรคร้ายหลายประการ ยิ่งรับประทานเนื้อสัตว์มากเท่าไหร่ ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานมากในการย่อย และยังต้องขับสารพิษที่ตกค้างจากอาหารประเภทเนื้อสัตว์
เนื่องจากลำไส้มนุษย์มีความยาวประมาณ 8.5-9 เมตร และสัตว์กินเนื้อจะมีลำไส้ที่สั้นเป็นพิเศษเพื่อจะขับถ่ายพิษอันเกิดจากการเน่าเสียของเนื้อออกมาให้เร็วที่สุด ถ้ามนุษย์รับประทานเนื้อสัตว์เข้าไป กากอาหารจากเนื้อเหล่านี้จะไปเน่าเสียคั่งค้างอยู่ในลำไส้เป็นเวลานาน ร่างกายก็จะดูดซึมสารพิษ อันเกิดจากการเน่าเสียนั้นเข้ากระแสโลหิต ก่อให้เกิดโรคต่างๆ นานา
อันที่จริงผักก็เน่าเสียเหมือนกัน แต่ช้ากว่าเนื้อสัตว์ ลองจินตนาการถึงการนำเนื้อสัตว์ หมูหรือไก่มาแช่ในตู้เย็น อุณหภูมิราว 4 องศาในเวลา 24 ชั่วโมง เนื้อก็เปลี่ยนเป็นสีคล้ำและมีกลิ่นเหม็น ในขณะที่เนื้อที่บูดเน่าอยู่ในร่างกายเราในอุณหภูมิ 37 องศา ก็ยิ่งเน่าเสียมากยิ่งขึ้น
เวลาที่สารพิษล้น แล้วกำจัดไม่ทัน และยังรับประทานอาหารเข้าไปอีก ร่างกายเตือนเบาๆ ก่อนเป็นโรคร้าย แต่ไม่ค่อยมีใครฟัง ไม่ว่าจะเป็นลมหายใจเหม็นๆ กลิ่นตัว คราบหินปูน กลิ่นฉุนรุนแรงจากระบบขับถ่าย บางคนก็ผมร่วง แต่เราก็มักจะแก้ปัญหาด้วยการอาบน้ำแปรงฟันหรือฉีดน้ำหอม
ถ้าภายนอกร่างกายเหม็นขนาดนี้ ข้างในก็ไม่ต่างกัน เพราะทั้งด้านนอกและด้านในร่างกายเป็นผิวหนังผืนเดียวกัน แม้ร่างกายมีกลไกกำจัดสารพิษอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องร่วมมือกับร่างกายด้วย เหมือนช่วยกันสองแรงแข็งขัน ทั้งช่วยลดพิษในการเข้าสู่ร่างกาย และช่วยกำจัดมันออกไปด้วยการล้างพิษ
อาจลองสำรวจตัวเองดูว่า ถึงเวลาต้องออกแรงช่วยร่างกายหรือยัง เพราะบางคนรู้สึกเหน็ดเหนื่อยโดยไม่มีสาเหตุ เป็นผื่นแพ้คันไม่หายเสียที
เมื่อพูดถึงการล้างพิษ ก็มีหลายวิธีด้วยกัน ทั้งการกินหรือการอดเพื่อล้างพิษ การสวนล้างลำไส้ ลองพิจารณาตามความสะดวกและเหมาะสมกับร่างกาย
กินผลไม้ล้างพิษ
กรรมวิธีล้างพิษง่ายๆ แต่อาจยากสักนิด ตรงที่ต้องทำใจ คือ อดอาหารแล้วกินผลไม้แทน นี่คือการอดเพื่อล้างพิษ อดคือกินให้น้อยลง ลดภาระของร่างกาย แทนที่จะต้องมาทุ่มเทพลังงานในการย่อยอาหารหนักๆ ก็ให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเองบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกลไกปกติสามารถขับสารพิษออกจากร่างกาย
ถ้าจะให้รางวัลตัวเองด้วยการกินเค้ก แม้จะมีรสชาติอร่อย แต่ก็ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักเหมือนเดิม ลองปรับความคิดใหม่ว่า ร่างกายทำงานหนักทุกวันแล้ว ให้โบนัสร่างกายด้วยการกินผลไม้ 1 วัน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อน
ลองใช้สูตรง่ายๆ กินผลไม้แทนอาหารทั้ง 3 มื้อ อาจใช้ผลไม้ชนิดเดียวกันทั้งวัน คือ กินฝรั่งอย่างเดียวหรือมะละกออย่างเดียว แต่สำหรับผู้เริ่มต้นก็ทานผลไม้อะไรก็ได้คละกันไป เพียงแต่แยกชนิดแต่ละมื้อ อาจทานผลไม้รสหวานอย่างเดียว อย่างมะละกอกับมะม่วงสุก หรือทานผลไม้รสเปรี้ยวอย่างเดียว เพราะเอนไซม์ในการย่อยจะเป็นคนละชนิดกัน
“ถ้าตั้งใจจะให้ร่างกายพักผ่อนจริงๆ เพื่อให้ร่างกายใช้เอนไซม์ในการย่อยชนิดเดียว ก็เลือกทานแบบหวานอย่างเดียวหรือแบบเปรี้ยวอย่างเดียวในหนึ่งมื้อก็พอ” เพียงพร ลาภคล้อยมา วิทยากรจากธรรมชาติกับการเยียวยา แนะนำมือใหม่หัดอด
ถ้าหากหาผลไม้ปลอดสารพิษไม่ได้ จำต้องเลือกผลไม้ที่วางขายทั่วไป ก็ควรพิถีพิถันล้างให้สะอาด อาจล้างด้วยน้ำเกลือ ด่างทับทิม ผงฟู น้ำส้มสายชู ฯลฯ อย่างใดอย่างหนึ่ง
ให้เลือกผลไม้ตามฤดูกาล ไม่จำเป็นต้องใช้ผลไม้ข้ามถิ่น อย่างพวกแอปเปิล แม้ว่าจะมีกากใยมาก แต่ผลไม้พวกนี้มาจากประเทศจีน กว่าจะเดินทางมาถึงเมืองไทย ก็ใช้เวลานานกว่า 5-6 วัน เพราะขนส่งมาทางเรือส่งสินค้า แต่ถ้ากินมะละกอที่ตัดฉับจากข้างบ้าน แล้วปอกกินทันที หรือซื้อมาจากตลาดที่มีแหล่งปลูกไม่ใกล้ไม่ไกลบ้านเรา จะมีได้คุณค่าทางอาหารมากกว่า
เพียงพร บอกเทคนิคที่ช่วยเพิ่มกำลังใจว่า ให้เลือกวันที่มีความสำคัญสำหรับตัวเองในการอด เพื่อเป็นกำลังใจให้ทำให้ได้ อย่างเป็นวันเกิดของตัวเอง วันเกิดของพ่อแม่
“สำหรับหนุ่มสาววัยทำงาน ก็ล้างพิษในวันหยุดจะดีกว่า ก่อนอดก็เตรียมตัวทำงานบ้านให้เรียบร้อย
วันที่อดให้หยุดพักผ่อนจริงๆ เพราะทานน้อย ก็ต้องใช้พลังงานน้อยๆ ด้วย ถ้าฝืนทำงานจะทรมาน หงุดหงิด” เพียงพร ว่า ถ้าจะอดอาหารล้างพิษเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง ก็อย่าฝืนตัวเองและรู้สึกทรมาน
เธอ บอกว่า ถ้าจะล้างพิษด้วยวิธีนี้ ก็ให้ทำใจให้พร้อม ถ้ารู้สึกว่าเป็นการทรมานตัวเองเกินไป ก็ให้หยุด เพราะถ้ารู้สึกว่าทำกับตัวเองเกินไป ก็จะเป็นสารพิษตกค้างในจิตใจ ไม่เป็นผลดีกับร่างกายอยู่ดี
หลายคนเริ่มต้นอดปีละ 1 ครั้ง เมื่อพบว่าเกิดความเบาสบาย มีความกระปรี้กระเปร่า หน้าตาสดใสมากขึ้น หลังการอด บางคนก็ขยับจำนวนเป็นเดือนละครั้ง หรือ สัปดาห์ละครั้ง เหมือนทำงานมา 6 วัน ก็ให้เป็นวันหยุด 1 วัน
การอดเพื่อล้างพิษด้วยการกินผลไม้ทดแทนอาหาร 1 วัน คนทั่วไปสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าจะทำอย่างต่อเนื่อง 2 - 3 วันหรือมากกว่านั้น ก็ต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับผู้ที่จะอดด้วยการดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำสะอาดแทนอาหาร
กินข้าวล้างพิษ
หลักการของการกินอาหารแมคโครไบโอติกส์ เน้นสูตรอาหารที่สร้างความกลมกลืนและสมดุลให้กับร่างกาย ปรุงอาหารให้มีความสมดุลหยิน-หยาง ความเป็นกรดเป็นด่าง และธัญพืชเป็นอาหารหลักที่เหมาะสมของมนุษย์
อาหารเป็นวัตถุดิบในการสร้างเลือด เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ร่างกาย กินอาหารสะอาดเลือดก็สะอาด เพื่อนำไปหล่อเลี้ยงร่างกายให้ดีขึ้น แต่ถ้ากินอาหารปนเปื้อนสารเคมีหรือสารพิษมากๆ เลือดก็จะด้อยคุณภาพ และมีผลทำให้ร่างกายทรุดโทรม
อาหารที่สร้างเลือดให้สะอาดคือ ธัญพืชธรรมชาติ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวแดง รวมถึงธัญพืชที่ไม่ขัดสีปรุงแต่ง
อาหารหลักของแมคโครไบโอติกส์แต่ละมื้อ เน้นธัญพืช 50% ของอาหาร น้ำแกงจืดใส่เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นหรือมิโซ 5-10% หรือประมาณวันละ 1-2 ถ้วย ผักประมาณ 25-30% ควรปรุงด้วยการนึ่ง ลวก อบ ต้ม หรือผัด โดยใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด ถั่ว 10% และสาหร่าย
อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารช้าๆ เน้นการเคี้ยวอย่างละเอียด เพื่อให้อาหารย่อยง่าย และถูกนำไปใช้อย่างมีประโยชน์กับร่างกาย ถ้าลำไส้สะอาด ก็ทำให้ Metabolism ดี กินแล้วจะให้พลังงานภายใน 3 นาที
น.พ. โอภาส นาหว่าน วิทยากรในคอร์สอาหารแนวแมคโครไบโอติกส์ เล่าถึงกระบวนการย่อยอาหาร ว่า ตรงผนังลำไส้เล็กจะมีปุ่มเล็กๆ คอยดูดซึมอาหาร ซึ่งปุ่มนั้นเล็กมาก อาหารที่กินเข้าไปต้องเล็กมากถึงจะสะดวกในการดูดซึม แต่คนทั่วไปมักเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด เมื่ออาหารลงไปถึงจุดที่จะดูดซึม ถ้าอาหารใหญ่เกินไป ก็จะดูดซึมไม่ได้ ร่างกายจำต้องย่อยให้เล็กลง และอาหารส่วนนั้นในร่างกายก็จะเน่าเสีย ส่วนอาหารที่ย่อยไม่ได้ ก็ค้างและเน่าเสียอยู่ตรงนั้น
สูตรล้างลำไส้ของแมคโครไบโอติกส์ คือ ข้าวกล้องโรยงาขาว ให้กินทั้ง 3 มื้อตลอด 10 วัน
“แค่ 3 วัน ก็จะเห็นความเบาสบาย และต้องเคี้ยวคำละ 50 ครั้ง หลังจากนั้นก็เริ่มขยับมาอีกสูตร มีอาหารชนิดอื่นๆ มากขึ้น มีผัก มีเครื่องปรุงบ้าง ถ้าปรับตัวออกมากินเนื้อเลยจะแย่ ต้องค่อยๆ ขยับ”
วิทยากรในการอบรมครั้งนั้นยังบอกอีกว่า ระหว่างการล้างพิษจะมีอาการขับพิษมาก มีอาการหงุดหงิดหิวโน่น นี่
“ก็ต้องถามตัวเองว่า ต้องการอะไร ถ้าต้องการจะทำความสะอาดร่างกายจริงๆ แนวทางอาหารแต่ละสูตร ก็ไม่มีใครผิดใครถูก อยู่ที่เราอยากได้อะไร ต้องการอะไรในอาหารแต่ละมื้อ”
ล้างลำไส้ด้วยกาแฟ
การสวนทวารเป็นการล้างพิษที่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ เป็นวิธีที่มีการพูดถึงกันมาก โดยเฉพาะเมื่อ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ได้เผยแพร่แนวคิดชีวจิต ล้างพิษโดยการใช้กาแฟปริมาณ 800-1,500 ซีซี สวนเข้าไปในลำไส้ ช่วยขจัดพิษที่คั่งค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ กาเฟอีนจะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดดำเข้าสู่ตับ เพื่อกระตุ้นการทำงานของตับมากขึ้น ช่วยขับพิษในตับได้ดีด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางธรรมชาติบำบัดบางศาสตร์ ก็ใช้น้ำสะอาดที่ใช้ดื่มมาสวนล้างลำไส้ปริมาณ 300-350 ซีซี เพราะวิธีการนี้ดูนุ่มนวลกว่า และไม่ทิ้งคราบกาแฟ ข้อสำคัญสามารถทำได้บ่อย
ของเหลวที่ใช้สวนล้างส่วนนี้จะเข้าไปทำความสะอาดลำไส้ โดยเฉพาะส่วนที่โค้งงอของลำไส้ ซึ่งเป็นเหตุให้ของเสียตกค้างและไม่ได้ถูกขับถ่ายออกมา และได้เปลี่ยนสภาพเป็นสารพิษให้ร่างกายดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้ตับและไตต้องทำงานหนักในการขับสารพิษนั้นออกมาอีกครั้ง
อย่างไรก็ตามการสวนล้างลำไส้ ก็ไม่ใช่เรื่องทำได้บ่อยๆ ควรปล่อยให้ลำไส้ทำงานตามธรรมชาติ และวิธีการนี้ ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะเด็กหรือผู้หญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ
ของขวัญสำหรับปีใหม่นี้ ลองบรรจุโปรแกรมล้างพิษไว้เป็นโบนัสตอบแทนให้กับตัวเองดูบ้าง เตรียมทั้งกายและใจเพื่อสิ่งดีๆ ในชีวิต
โปรแกรมล้างใจ
คนเรามักจะมีหลายสิ่งหลายอย่างตกค้างอยู่ในใจ แม้วันเวลาจะผ่านพ้นไป อาจเป็น 1 เดือนหรือ 1 ปี บางเรื่องก็ยังรบกวนจิตใจ ปีใหม่นี้เอาฤกษ์เอาชัย นำสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต
เรื่องราวบางเรื่องทิ่มแทงใจ บางครั้งเราอยากลืม แต่ดูเหมือนมันยิ่งชัดเจนในความทรงจำ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความผิดพลาดในอดีต ความละอายต่อสิ่งที่เคยได้กระทำลงไปอย่างไม่ทันได้คิด
มีหลายคนให้ข้อคิดไว้น่าสนใจและมีทัศนะคล้ายๆ กัน ประภาส ชลศรานนท์ เขียนไว้ในคอลัมน์คุยกับประภาสในหนังสือพิมพ์มติชน และรวมเป็นเล่มชื่อ 'เท่าดวงอาทิตย์' และนักเขียนอีกคน รูธ ฟิเชล เขียนไว้ใน 'หากใจเราบางเบาดั่งขนนก' เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรลืม แต่ก็ถึงเวลาที่จะต้องให้อภัยคู่กรณีและให้อภัยตัวเอง ความเจ็บปวดจึงจะลดเลือนลงได้
รูธ ต้องจัดการกับความรู้สึกผิดที่ติดค้างอยู่ในใจ เพราะลูกชายของเธอฆ่าตัวตาย และเธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการติดเหล้าและการหย่าร้างของเธอเกี่ยวข้องกับการตายนั้นด้วย
นอกจากการไปพบนักจิตบำบัด เธอได้ใช้เวลา 2-3 วันไปแคมป์ และเธอก็ได้ทบทวนสิ่งที่ได้ทำและไม่ได้ทำให้ลูกชาย แล้วพบว่าบางอย่างที่เธอทำไปนั้น ทำให้ลูกชายเธอไม่มีความสุข และเธอก็ปฏิเสธมันไม่ได้
"สิ่งหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ การให้อภัยตัวเอง จงปล่อยวางความละอาย และความรู้สึกผิดที่ตัวเองมีอยู่ เพราะมันทำให้จิตใจเรารับภาระหนักเกินไป และช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น" รูธ เขียนไว้อย่างนั้น เมื่อเธอยอมรับความจริงและให้อภัยตัวเอง
นอกจากแนะวิธีล้างพิษให้ร่างกายแล้ว เพียงพร ยังแนะวิธีล้างพิษให้จิตใจด้วย เธอบอกว่า ขณะที่ล้างพิษให้ร่างกายด้วยการอดอาหาร จะทานผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ ก็เป็นการล้างพิษให้จิตใจไปด้วย
"ระหว่างการอดอาหาร ก็ต้องอดความพึงพอใจไปด้วย คนอดอาหารได้ ก็เป็นคนที่เอาชนะตัวเองได้ ดังนั้นถ้าอดอาหารได้ จิตใจก็เข้มแข็งพอที่จะห้ามใจไม่วิ่งไล่ตามแฟชั่นมือถือรุ่นใหม่ โดยที่เครื่องเก่ายังใช้ได้"
นอกจากนี้ยังมีเทคนิคการชำระความรู้สึกที่รบกวนจิตใจ หากปล่อยไว้นานอาจเป็นสารพิษในจิตใจ
“อย่างถ้าวิ่งตามรถเมล์ไม่ทัน ก็ให้สูดหายใจแรงๆ สูดไปเลย แม้ตรงนั้นจะมีฝุ่นควันมากไปหน่อย อาจใช้ผ้าเช็ดหน้าบังไว้ สูดหายใจแรงๆ ช่วยให้หายเหนื่อย แล้วยังได้กวาดความรู้สึกเสียดายทิ้งไปด้วย บ้านช่องห้องหับสกปรก เรายังต้องกวาดขยะทิ้งความรู้สึกเสียดายหรือไม่ได้ดั่งใจ มันตกหล่นอยู่ข้างในตัวเรา เราก็ต้องกวาดทิ้งไปด้วย” เพียงพร บอกว่า หายใจแรงๆ เหมือนเครื่องดูดฝุ่นที่จะดูดความรู้สึกแย่ๆ ออกจากจิตใจ
รมณ รวยแสน
หมายเหตุ : ข้อมูลบางส่วนเรียบเรียงจากหนังสือธรรมชาติบำบัด
บุพเพสันนิวาส
ผมไปเป็นวิทยากรอบรมสัมมนาตามองค์กรและบริษัทต่างๆ มากมาย มักจะได้รับคำถามส่วนตัวซึ่งคนถามมักเป็นผู้หญิงถามเข้ามาว่า ทำไมเขาจึงไม่มีแฟนสักที ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นคนดี มีการศึกษาดี การงานดี ฐานะดี นิสัยดี ใครๆ ก็ชมว่ารูปร่างหน้าตาก็ดีด้วย แต่ไม่มีคนมาชอบแบบแฟนสักที
ผมถามว่าเธอมีมาตรฐานของชายในฝันสูงไปหรือเปล่า ?
เธอบอกว่าลดลงมามากแล้ว ต้องการเพียงแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่มีอนาคตบ้างมารักเธอ และเธอก็จะรักตอบ แต่ถ้าถามให้ลึกลงไปอีกว่า ไม่เคยมีใครมาชอบจริงๆ เลยหรือ ก็มักได้คำตอบว่า มีบ้าง แต่ไม่ค่อยเข้าท่า และเธอก็ไม่รักตอบ ผมเห็นใจทั้งคนที่มารักเธอและเห็นใจที่เธอไม่รักตอบ เรียกว่ามันไม่ลงเอยกัน ที่ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า ไม่ปิ๊งกันนั่นเอง แม้ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่ลงเอย เคยมีพ่อสื่อแม่ชักพยายามจะชักนำชายหนุ่มและหญิงสาวที่มีคุณสมบัติดีๆ พอๆ กัน ให้พบกัน หวังว่าให้รักกัน แต่งงานกัน เพื่อให้สมปรารถนาของพ่อแม่และคนทั้งคู่ มองดูผิวเผินก็น่าจะตกลงใจกันได้ แต่พอพบกันจริงๆ ก็ไม่ตกลงกันอยู่ดี เพราะใจไม่รักกัน จึงทำให้เกิดความลังเล ไม่ถึงกับรังเกียจ แต่ก็ไม่อยากอยู่ใกล้แบบแฟน เรื่องการมีคู่ครอง มีความรักซึ่งกันและกันนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่มนุษย์ให้ความสำคัญและสนใจมาก บางคนก็หาได้สมใจ มีความสุขไป บางคนก็หาไม่ได้สมใจ ไม่มีความสุขเลย บางคนหาไม่ได้เลย ซึ่งบางคนก็บอกว่าสมใจที่หาไม่ได้ เพราะไม่อยากมี แต่อีกหลายๆ คนบอกว่า เหมือนขาดอะไรไปสักอย่างในชีวิต เหตุการณ์หลายๆ อย่างของมนุษย์อธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ เช่น การมีลูก และบางอย่างก็อธิบายได้ตามหลักจิตวิเคราะห์ เช่น ทำไมนิสัยของลูกจึงแตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้อธิบายว่า ทำไมคนบางคนจึงไม่สามารถหาคนมารักและรักตอบได้นั้น ผมก็พยายามหาคำตอบมาให้เหมือนกัน แต่ยังไม่ถูกใจที่สุดนัก เช่น อาจจะบอกว่าเป็นเพราะ…
· ตั้งความหวังสูงไป
· ไม่มีโอกาสพบปะบุคคลหลากหลาย
· ใจแคบ เข้มงวดกับตัวเองและคนอื่นมากไป
· รังเกียจเซ็กซ์ (ข้อนี้น่าจะตัดไปเพราะถ้าเขารู้ตัว เขาก็ไม่ต้องบ่นว่าต้องการแฟนหรอก)
· หน้าตาไม่ดี (คงไม่จริง ผมเคยเห็นคนพิการตาบอด มีแฟนสวยและเก่งด้วย)
· อายุมากไป (อายุมากก็หาคนอายุพอๆ กันก็ได้)
· ขาดความรักในใจ (น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าขาดสิ่งนี้แล้ว คงรักคนอื่นไม่ได้ มีแต่อยากให้เขามารัก พอมีคนมารักก็หาทางติโน่นตินี่จนจากกันไป)
· ไม่อยากมีแฟน (มีทั้งพวกที่รู้ตัว เปิดเผยตัวเอง และพวกที่ไม่รู้ตัว ยังบอกว่าต้องการมีแฟนอยู่)
แต่มีอยู่คำหนึ่งที่ได้ยินมานานแล้ว ที่ถือว่าเป็นสาเหตุของการจะมีเนื้อคู่ ก็คือคำว่า "บุพเพสันนิวาส" คนรุ่นเก่ามักจะบอกว่า ถ้าเป็นเนื้อคู่กันมาก่อน มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันมาก่อน ทำบุญร่วมกันมาตั้งแต่ปางก่อน ภพก่อน ก็จะทำให้เป็นเนื้อคู่กันอีก ได้รักกันอีกในชาตินี้ นั่นแสดงว่าผู้พูดเชื้อในเรื่องชาติก่อน ภพก่อน คำพูดเช่นนี้จะยิ่งทำให้คนที่มีแฟน มีความรักอยู่แล้ว มีความสุขยิ่งขึ้น แต่คนที่ยังหาแฟนไม่ได้ก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้น แสดงว่าชาติก่อน ภพก่อน ไม่มีเนื้อคู่ ชาตินี้ก็ไม่มีอีก แล้วชาติหน้าเล่า ถ้าจะต้องเกิดอีกก็คงจะไม่มีแฟนอีกแน่ๆ เลย หลายๆ คนห่อเหี่ยวมาก แล้วมาถามผมว่าควรจะเชื่อได้ไหม ? ผมก็ตอบว่า ความเชื่อกับความจริงนั้นต่างกัน ถ้าเป็นเรื่องจริงแล้วก็ไม่ต้องเชื่อหรอก ยอมรับไปเลย เช่น คำกล่าวที่ว่า ชีวิตเรานั้นมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ทั้งนั้น คือมีความไม่แน่นอน เป็นทุกข์ และยึดถือไม่ได้ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) พูดทีไรก็ถูกทุกที จริงทุกที ก็ยอมรับไปเลย ไม่ต้องใช้คำว่า "เชื่อ" ส่วนที่เป็นความเชื่อนั้นมักจะยังไม่จริง หรือถ้าจะจริงก็เป็นความจริงแบบสมมติ (สมมติสัจจะ) จึงมีการพูดถึงเรื่องความเชื่อในเรื่องชาติภพก่อนหรือชาติภพหน้า ถ้าจะเอาให้แน่ใจว่ามีจริงไหม ก็ต้องตอบว่า เป็นเรื่องอนิจจังและอนันตา คือไม่แน่นอนและยึดถือไม่ได้ แต่ผมคิดว่าถ้าความเชื่อใดนำมาซึ่งความสร้างสรรค์แล้วจงเชื่อเถิด และไม่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าจะจริงไหม เพราะไม่มีการพิสูจน์ได้ เสียเวลาด้วย เอาผลของความเชื่อมาใช้ดีกว่า เช่น ถ้าจะเชื่อว่าชีวิตของเราส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำความดี (บารมี) หรือทำสิ่งไม่ดี (วิบากกรรม) มาตั้งแต่ชาติก่อน ตามมาถึงชาตินี้ ใช่ไหม ผมก็ตอบว่า ถ้าจะเชื่อก็ไม่ผิดหรอก จงเชื่อไปเถิด สร้างสรรค์ด้วย เพราะเราจะได้รีบทำความดี (บารมี) มากขึ้นในชาตินี้ เพื่อที่จะได้หวังว่าเกิดใหม่จะได้ดีกว่านี้อีก ความดีก็ทำให้มนุษย์ในชาตินี้ ขณะนี้ อยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้นทั้งตัวเองและคนอื่น จะเกิดใหม่จริงหรือไม่ก็เป็นอนิจจังและอนัตตา แต่เราก็ทำประโยชน์มากขึ้นและคนอื่นก็เป็นสุขมากขึ้น เช่นเดียวกับคำว่า "บุพเพสันนิวาส" ถ้าจะเชื่อก็ไม่ผิดกติกา อะไรหรอก นึกเสียว่าที่เราหาแฟนไม่ได้ในชาตินี้ เป็นเพราะไม่มีบุพเพสันนิวาสกันมาแต่ชาติก่อน จะได้ถ่อมตัว ถ่อมใจ ไม่ทุกข์มากนัก และเร่งขวนขวายทำความดีมากขึ้น ช่วยตัวเองให้ได้มากขึ้น ช่วยมนุษย์คนอื่นๆ มากขึ้นและรักมนุษย์คนอื่นๆ ให้มากขึ้น คงจะมีคนที่เป็นแบบนี้ที่ยังหาคู่ดีๆ ไม่ได้เช่นกัน และลงมือทำบารมีดีๆ เช่นเดียวกันตามความเชื่อนี้ด้วย ผมเชื่อว่าความดีเป็นกระแส ความดีเป็นของไหลที่มีคุณสมบัติไม่ปะปนกับสิ่งไม่ดี ความดีของแต่ละคนคงจะไหลมารวมกันได้บ้างตั้งแต่บัดนี้ อาจจะทำให้เราได้พบคนที่ดีๆ มีจิตใจดี เริ่มมีบุพเพสันนิวาสในชาตินี้ และต่อเนื่องไปชาติหน้าก็ได้ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้แน่ๆ ถ้าจะถามว่าจริงหรือ ? ก็ต้องตอบว่าเป็นอนิจจังและอนัตตาอีกนั่นแหละ แต่ด้วยความเชื่อนี้ก็จะทำให้เราทำตัวให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคม บุคคลอื่น มีความสุขมากขึ้น และเราก็มีความหวังมากขึ้น จิตใจก็เบิกบาน หน้าตาแจ่มใส และเป็นคนดีมีคุณประโยชน์มากขึ้นด้วย ถ้าคนที่ขาดในสิ่งเดียวกัน (คือเนื้อคู่) มาพบกับคนที่ดีๆ จิตใจเบิกบาน หน้าตาแจ่มใส มีคุณประโยชน์ต่อสังคมคล้ายๆ กับเขา มีหรือที่จะไม่สนใจซึ่งกันและกัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันได้ เป็นคู่กันได้ และถึงแม้จะไม่ได้พบเนื้อคู่จริงๆ เลยในชาตินี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ครบถ้วนแล้ว อย่ากลัวว่าชาตินี้ไม่มีเนื้อคู่ ชาติหน้าจะหาคู่ไม่ได้เลย เพราะรู้ๆ อยู่แล้วว่าทุกอย่างเป็นอนิจจังและอนัตตาทั้งสิ้น มาตั้งความเชื่อให้สร้างสรรค์เกิดประโยชน์ต่อไปดีกว่า และลงมือทำตามความเชื่อที่ดีๆ นั้นไปด้วย โดยไม่ต้องหาทางพิสูจน์หรือเถียงกันให้เกิดความแตกแยก เสียเวลา หรือดูถูกซึ่งกันและกันเลย จะได้ไม่เสียทีที่เกิดในชาตินี้นะครับ จงเริ่มลงมือทำตามความเชื่อที่ดีๆ ตั้งแต่วันนี้เลย ไม่มีคำว่าสายไปหรือช้าไปสำหรับการลงมือทำสิ่งดีๆ และสร้างสรรค์หรอก ทุกวันเป็นวันใหม่ที่ดีๆ สำหรับชีวิตที่ดีขึ้นเสมอ จงอวยพรตัวเองให้มีกำลังใจและมีความสุขซิครับ แล้วคุณจะมีกำลังใจและมีความสุขตลอดไปทุกๆ วัน ในทุกๆ ปี และเริ่มลงมือทำสิ่งที่ดีดังกล่าวแล้วด้วย บารมีและบุพเพสันนิวาสจะเกิดได้ทุกวัน และทุกที่ที่ผ่านไปเช่นกัน ชีวิตของคุณจะเป็นชีวิตที่มีความสุขมากขึ้นและใหม่เสมอตลอดไป
ผมถามว่าเธอมีมาตรฐานของชายในฝันสูงไปหรือเปล่า ?
เธอบอกว่าลดลงมามากแล้ว ต้องการเพียงแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่มีอนาคตบ้างมารักเธอ และเธอก็จะรักตอบ แต่ถ้าถามให้ลึกลงไปอีกว่า ไม่เคยมีใครมาชอบจริงๆ เลยหรือ ก็มักได้คำตอบว่า มีบ้าง แต่ไม่ค่อยเข้าท่า และเธอก็ไม่รักตอบ ผมเห็นใจทั้งคนที่มารักเธอและเห็นใจที่เธอไม่รักตอบ เรียกว่ามันไม่ลงเอยกัน ที่ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า ไม่ปิ๊งกันนั่นเอง แม้ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่ลงเอย เคยมีพ่อสื่อแม่ชักพยายามจะชักนำชายหนุ่มและหญิงสาวที่มีคุณสมบัติดีๆ พอๆ กัน ให้พบกัน หวังว่าให้รักกัน แต่งงานกัน เพื่อให้สมปรารถนาของพ่อแม่และคนทั้งคู่ มองดูผิวเผินก็น่าจะตกลงใจกันได้ แต่พอพบกันจริงๆ ก็ไม่ตกลงกันอยู่ดี เพราะใจไม่รักกัน จึงทำให้เกิดความลังเล ไม่ถึงกับรังเกียจ แต่ก็ไม่อยากอยู่ใกล้แบบแฟน เรื่องการมีคู่ครอง มีความรักซึ่งกันและกันนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่มนุษย์ให้ความสำคัญและสนใจมาก บางคนก็หาได้สมใจ มีความสุขไป บางคนก็หาไม่ได้สมใจ ไม่มีความสุขเลย บางคนหาไม่ได้เลย ซึ่งบางคนก็บอกว่าสมใจที่หาไม่ได้ เพราะไม่อยากมี แต่อีกหลายๆ คนบอกว่า เหมือนขาดอะไรไปสักอย่างในชีวิต เหตุการณ์หลายๆ อย่างของมนุษย์อธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ เช่น การมีลูก และบางอย่างก็อธิบายได้ตามหลักจิตวิเคราะห์ เช่น ทำไมนิสัยของลูกจึงแตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้อธิบายว่า ทำไมคนบางคนจึงไม่สามารถหาคนมารักและรักตอบได้นั้น ผมก็พยายามหาคำตอบมาให้เหมือนกัน แต่ยังไม่ถูกใจที่สุดนัก เช่น อาจจะบอกว่าเป็นเพราะ…
· ตั้งความหวังสูงไป
· ไม่มีโอกาสพบปะบุคคลหลากหลาย
· ใจแคบ เข้มงวดกับตัวเองและคนอื่นมากไป
· รังเกียจเซ็กซ์ (ข้อนี้น่าจะตัดไปเพราะถ้าเขารู้ตัว เขาก็ไม่ต้องบ่นว่าต้องการแฟนหรอก)
· หน้าตาไม่ดี (คงไม่จริง ผมเคยเห็นคนพิการตาบอด มีแฟนสวยและเก่งด้วย)
· อายุมากไป (อายุมากก็หาคนอายุพอๆ กันก็ได้)
· ขาดความรักในใจ (น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าขาดสิ่งนี้แล้ว คงรักคนอื่นไม่ได้ มีแต่อยากให้เขามารัก พอมีคนมารักก็หาทางติโน่นตินี่จนจากกันไป)
· ไม่อยากมีแฟน (มีทั้งพวกที่รู้ตัว เปิดเผยตัวเอง และพวกที่ไม่รู้ตัว ยังบอกว่าต้องการมีแฟนอยู่)
แต่มีอยู่คำหนึ่งที่ได้ยินมานานแล้ว ที่ถือว่าเป็นสาเหตุของการจะมีเนื้อคู่ ก็คือคำว่า "บุพเพสันนิวาส" คนรุ่นเก่ามักจะบอกว่า ถ้าเป็นเนื้อคู่กันมาก่อน มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันมาก่อน ทำบุญร่วมกันมาตั้งแต่ปางก่อน ภพก่อน ก็จะทำให้เป็นเนื้อคู่กันอีก ได้รักกันอีกในชาตินี้ นั่นแสดงว่าผู้พูดเชื้อในเรื่องชาติก่อน ภพก่อน คำพูดเช่นนี้จะยิ่งทำให้คนที่มีแฟน มีความรักอยู่แล้ว มีความสุขยิ่งขึ้น แต่คนที่ยังหาแฟนไม่ได้ก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้น แสดงว่าชาติก่อน ภพก่อน ไม่มีเนื้อคู่ ชาตินี้ก็ไม่มีอีก แล้วชาติหน้าเล่า ถ้าจะต้องเกิดอีกก็คงจะไม่มีแฟนอีกแน่ๆ เลย หลายๆ คนห่อเหี่ยวมาก แล้วมาถามผมว่าควรจะเชื่อได้ไหม ? ผมก็ตอบว่า ความเชื่อกับความจริงนั้นต่างกัน ถ้าเป็นเรื่องจริงแล้วก็ไม่ต้องเชื่อหรอก ยอมรับไปเลย เช่น คำกล่าวที่ว่า ชีวิตเรานั้นมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ทั้งนั้น คือมีความไม่แน่นอน เป็นทุกข์ และยึดถือไม่ได้ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) พูดทีไรก็ถูกทุกที จริงทุกที ก็ยอมรับไปเลย ไม่ต้องใช้คำว่า "เชื่อ" ส่วนที่เป็นความเชื่อนั้นมักจะยังไม่จริง หรือถ้าจะจริงก็เป็นความจริงแบบสมมติ (สมมติสัจจะ) จึงมีการพูดถึงเรื่องความเชื่อในเรื่องชาติภพก่อนหรือชาติภพหน้า ถ้าจะเอาให้แน่ใจว่ามีจริงไหม ก็ต้องตอบว่า เป็นเรื่องอนิจจังและอนันตา คือไม่แน่นอนและยึดถือไม่ได้ แต่ผมคิดว่าถ้าความเชื่อใดนำมาซึ่งความสร้างสรรค์แล้วจงเชื่อเถิด และไม่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าจะจริงไหม เพราะไม่มีการพิสูจน์ได้ เสียเวลาด้วย เอาผลของความเชื่อมาใช้ดีกว่า เช่น ถ้าจะเชื่อว่าชีวิตของเราส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำความดี (บารมี) หรือทำสิ่งไม่ดี (วิบากกรรม) มาตั้งแต่ชาติก่อน ตามมาถึงชาตินี้ ใช่ไหม ผมก็ตอบว่า ถ้าจะเชื่อก็ไม่ผิดหรอก จงเชื่อไปเถิด สร้างสรรค์ด้วย เพราะเราจะได้รีบทำความดี (บารมี) มากขึ้นในชาตินี้ เพื่อที่จะได้หวังว่าเกิดใหม่จะได้ดีกว่านี้อีก ความดีก็ทำให้มนุษย์ในชาตินี้ ขณะนี้ อยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้นทั้งตัวเองและคนอื่น จะเกิดใหม่จริงหรือไม่ก็เป็นอนิจจังและอนัตตา แต่เราก็ทำประโยชน์มากขึ้นและคนอื่นก็เป็นสุขมากขึ้น เช่นเดียวกับคำว่า "บุพเพสันนิวาส" ถ้าจะเชื่อก็ไม่ผิดกติกา อะไรหรอก นึกเสียว่าที่เราหาแฟนไม่ได้ในชาตินี้ เป็นเพราะไม่มีบุพเพสันนิวาสกันมาแต่ชาติก่อน จะได้ถ่อมตัว ถ่อมใจ ไม่ทุกข์มากนัก และเร่งขวนขวายทำความดีมากขึ้น ช่วยตัวเองให้ได้มากขึ้น ช่วยมนุษย์คนอื่นๆ มากขึ้นและรักมนุษย์คนอื่นๆ ให้มากขึ้น คงจะมีคนที่เป็นแบบนี้ที่ยังหาคู่ดีๆ ไม่ได้เช่นกัน และลงมือทำบารมีดีๆ เช่นเดียวกันตามความเชื่อนี้ด้วย ผมเชื่อว่าความดีเป็นกระแส ความดีเป็นของไหลที่มีคุณสมบัติไม่ปะปนกับสิ่งไม่ดี ความดีของแต่ละคนคงจะไหลมารวมกันได้บ้างตั้งแต่บัดนี้ อาจจะทำให้เราได้พบคนที่ดีๆ มีจิตใจดี เริ่มมีบุพเพสันนิวาสในชาตินี้ และต่อเนื่องไปชาติหน้าก็ได้ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้แน่ๆ ถ้าจะถามว่าจริงหรือ ? ก็ต้องตอบว่าเป็นอนิจจังและอนัตตาอีกนั่นแหละ แต่ด้วยความเชื่อนี้ก็จะทำให้เราทำตัวให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคม บุคคลอื่น มีความสุขมากขึ้น และเราก็มีความหวังมากขึ้น จิตใจก็เบิกบาน หน้าตาแจ่มใส และเป็นคนดีมีคุณประโยชน์มากขึ้นด้วย ถ้าคนที่ขาดในสิ่งเดียวกัน (คือเนื้อคู่) มาพบกับคนที่ดีๆ จิตใจเบิกบาน หน้าตาแจ่มใส มีคุณประโยชน์ต่อสังคมคล้ายๆ กับเขา มีหรือที่จะไม่สนใจซึ่งกันและกัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันได้ เป็นคู่กันได้ และถึงแม้จะไม่ได้พบเนื้อคู่จริงๆ เลยในชาตินี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ครบถ้วนแล้ว อย่ากลัวว่าชาตินี้ไม่มีเนื้อคู่ ชาติหน้าจะหาคู่ไม่ได้เลย เพราะรู้ๆ อยู่แล้วว่าทุกอย่างเป็นอนิจจังและอนัตตาทั้งสิ้น มาตั้งความเชื่อให้สร้างสรรค์เกิดประโยชน์ต่อไปดีกว่า และลงมือทำตามความเชื่อที่ดีๆ นั้นไปด้วย โดยไม่ต้องหาทางพิสูจน์หรือเถียงกันให้เกิดความแตกแยก เสียเวลา หรือดูถูกซึ่งกันและกันเลย จะได้ไม่เสียทีที่เกิดในชาตินี้นะครับ จงเริ่มลงมือทำตามความเชื่อที่ดีๆ ตั้งแต่วันนี้เลย ไม่มีคำว่าสายไปหรือช้าไปสำหรับการลงมือทำสิ่งดีๆ และสร้างสรรค์หรอก ทุกวันเป็นวันใหม่ที่ดีๆ สำหรับชีวิตที่ดีขึ้นเสมอ จงอวยพรตัวเองให้มีกำลังใจและมีความสุขซิครับ แล้วคุณจะมีกำลังใจและมีความสุขตลอดไปทุกๆ วัน ในทุกๆ ปี และเริ่มลงมือทำสิ่งที่ดีดังกล่าวแล้วด้วย บารมีและบุพเพสันนิวาสจะเกิดได้ทุกวัน และทุกที่ที่ผ่านไปเช่นกัน ชีวิตของคุณจะเป็นชีวิตที่มีความสุขมากขึ้นและใหม่เสมอตลอดไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)