แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อคู่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนื้อคู่ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บุพเพสันนิวาส

ผมไปเป็นวิทยากรอบรมสัมมนาตามองค์กรและบริษัทต่างๆ มากมาย มักจะได้รับคำถามส่วนตัวซึ่งคนถามมักเป็นผู้หญิงถามเข้ามาว่า ทำไมเขาจึงไม่มีแฟนสักที ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นคนดี มีการศึกษาดี การงานดี ฐานะดี นิสัยดี ใครๆ ก็ชมว่ารูปร่างหน้าตาก็ดีด้วย แต่ไม่มีคนมาชอบแบบแฟนสักที

ผมถามว่าเธอมีมาตรฐานของชายในฝันสูงไปหรือเปล่า ?
เธอบอกว่าลดลงมามากแล้ว ต้องการเพียงแค่ผู้ชายธรรมดาๆ ที่มีอนาคตบ้างมารักเธอ และเธอก็จะรักตอบ แต่ถ้าถามให้ลึกลงไปอีกว่า ไม่เคยมีใครมาชอบจริงๆ เลยหรือ ก็มักได้คำตอบว่า มีบ้าง แต่ไม่ค่อยเข้าท่า และเธอก็ไม่รักตอบ ผมเห็นใจทั้งคนที่มารักเธอและเห็นใจที่เธอไม่รักตอบ เรียกว่ามันไม่ลงเอยกัน ที่ภาษาวัยรุ่นเขาเรียกว่า ไม่ปิ๊งกันนั่นเอง แม้ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่ลงเอย เคยมีพ่อสื่อแม่ชักพยายามจะชักนำชายหนุ่มและหญิงสาวที่มีคุณสมบัติดีๆ พอๆ กัน ให้พบกัน หวังว่าให้รักกัน แต่งงานกัน เพื่อให้สมปรารถนาของพ่อแม่และคนทั้งคู่ มองดูผิวเผินก็น่าจะตกลงใจกันได้ แต่พอพบกันจริงๆ ก็ไม่ตกลงกันอยู่ดี เพราะใจไม่รักกัน จึงทำให้เกิดความลังเล ไม่ถึงกับรังเกียจ แต่ก็ไม่อยากอยู่ใกล้แบบแฟน เรื่องการมีคู่ครอง มีความรักซึ่งกันและกันนี้ เป็นปัญหาใหญ่ที่มนุษย์ให้ความสำคัญและสนใจมาก บางคนก็หาได้สมใจ มีความสุขไป บางคนก็หาไม่ได้สมใจ ไม่มีความสุขเลย บางคนหาไม่ได้เลย ซึ่งบางคนก็บอกว่าสมใจที่หาไม่ได้ เพราะไม่อยากมี แต่อีกหลายๆ คนบอกว่า เหมือนขาดอะไรไปสักอย่างในชีวิต เหตุการณ์หลายๆ อย่างของมนุษย์อธิบายได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ เช่น การมีลูก และบางอย่างก็อธิบายได้ตามหลักจิตวิเคราะห์ เช่น ทำไมนิสัยของลูกจึงแตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้อธิบายว่า ทำไมคนบางคนจึงไม่สามารถหาคนมารักและรักตอบได้นั้น ผมก็พยายามหาคำตอบมาให้เหมือนกัน แต่ยังไม่ถูกใจที่สุดนัก เช่น อาจจะบอกว่าเป็นเพราะ…
· ตั้งความหวังสูงไป
· ไม่มีโอกาสพบปะบุคคลหลากหลาย
· ใจแคบ เข้มงวดกับตัวเองและคนอื่นมากไป
· รังเกียจเซ็กซ์ (ข้อนี้น่าจะตัดไปเพราะถ้าเขารู้ตัว เขาก็ไม่ต้องบ่นว่าต้องการแฟนหรอก)
· หน้าตาไม่ดี (คงไม่จริง ผมเคยเห็นคนพิการตาบอด มีแฟนสวยและเก่งด้วย)
· อายุมากไป (อายุมากก็หาคนอายุพอๆ กันก็ได้)
· ขาดความรักในใจ (น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าขาดสิ่งนี้แล้ว คงรักคนอื่นไม่ได้ มีแต่อยากให้เขามารัก พอมีคนมารักก็หาทางติโน่นตินี่จนจากกันไป)
· ไม่อยากมีแฟน (มีทั้งพวกที่รู้ตัว เปิดเผยตัวเอง และพวกที่ไม่รู้ตัว ยังบอกว่าต้องการมีแฟนอยู่)
แต่มีอยู่คำหนึ่งที่ได้ยินมานานแล้ว ที่ถือว่าเป็นสาเหตุของการจะมีเนื้อคู่ ก็คือคำว่า "บุพเพสันนิวาส" คนรุ่นเก่ามักจะบอกว่า ถ้าเป็นเนื้อคู่กันมาก่อน มีบุพเพสันนิวาสร่วมกันมาก่อน ทำบุญร่วมกันมาตั้งแต่ปางก่อน ภพก่อน ก็จะทำให้เป็นเนื้อคู่กันอีก ได้รักกันอีกในชาตินี้ นั่นแสดงว่าผู้พูดเชื้อในเรื่องชาติก่อน ภพก่อน คำพูดเช่นนี้จะยิ่งทำให้คนที่มีแฟน มีความรักอยู่แล้ว มีความสุขยิ่งขึ้น แต่คนที่ยังหาแฟนไม่ได้ก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้น แสดงว่าชาติก่อน ภพก่อน ไม่มีเนื้อคู่ ชาตินี้ก็ไม่มีอีก แล้วชาติหน้าเล่า ถ้าจะต้องเกิดอีกก็คงจะไม่มีแฟนอีกแน่ๆ เลย หลายๆ คนห่อเหี่ยวมาก แล้วมาถามผมว่าควรจะเชื่อได้ไหม ? ผมก็ตอบว่า ความเชื่อกับความจริงนั้นต่างกัน ถ้าเป็นเรื่องจริงแล้วก็ไม่ต้องเชื่อหรอก ยอมรับไปเลย เช่น คำกล่าวที่ว่า ชีวิตเรานั้นมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์ทั้งนั้น คือมีความไม่แน่นอน เป็นทุกข์ และยึดถือไม่ได้ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) พูดทีไรก็ถูกทุกที จริงทุกที ก็ยอมรับไปเลย ไม่ต้องใช้คำว่า "เชื่อ" ส่วนที่เป็นความเชื่อนั้นมักจะยังไม่จริง หรือถ้าจะจริงก็เป็นความจริงแบบสมมติ (สมมติสัจจะ) จึงมีการพูดถึงเรื่องความเชื่อในเรื่องชาติภพก่อนหรือชาติภพหน้า ถ้าจะเอาให้แน่ใจว่ามีจริงไหม ก็ต้องตอบว่า เป็นเรื่องอนิจจังและอนันตา คือไม่แน่นอนและยึดถือไม่ได้ แต่ผมคิดว่าถ้าความเชื่อใดนำมาซึ่งความสร้างสรรค์แล้วจงเชื่อเถิด และไม่ต้องพิสูจน์ด้วยว่าจะจริงไหม เพราะไม่มีการพิสูจน์ได้ เสียเวลาด้วย เอาผลของความเชื่อมาใช้ดีกว่า เช่น ถ้าจะเชื่อว่าชีวิตของเราส่วนหนึ่งเป็นผลจากการทำความดี (บารมี) หรือทำสิ่งไม่ดี (วิบากกรรม) มาตั้งแต่ชาติก่อน ตามมาถึงชาตินี้ ใช่ไหม ผมก็ตอบว่า ถ้าจะเชื่อก็ไม่ผิดหรอก จงเชื่อไปเถิด สร้างสรรค์ด้วย เพราะเราจะได้รีบทำความดี (บารมี) มากขึ้นในชาตินี้ เพื่อที่จะได้หวังว่าเกิดใหม่จะได้ดีกว่านี้อีก ความดีก็ทำให้มนุษย์ในชาตินี้ ขณะนี้ อยู่เย็นเป็นสุขมากขึ้นทั้งตัวเองและคนอื่น จะเกิดใหม่จริงหรือไม่ก็เป็นอนิจจังและอนัตตา แต่เราก็ทำประโยชน์มากขึ้นและคนอื่นก็เป็นสุขมากขึ้น เช่นเดียวกับคำว่า "บุพเพสันนิวาส" ถ้าจะเชื่อก็ไม่ผิดกติกา อะไรหรอก นึกเสียว่าที่เราหาแฟนไม่ได้ในชาตินี้ เป็นเพราะไม่มีบุพเพสันนิวาสกันมาแต่ชาติก่อน จะได้ถ่อมตัว ถ่อมใจ ไม่ทุกข์มากนัก และเร่งขวนขวายทำความดีมากขึ้น ช่วยตัวเองให้ได้มากขึ้น ช่วยมนุษย์คนอื่นๆ มากขึ้นและรักมนุษย์คนอื่นๆ ให้มากขึ้น คงจะมีคนที่เป็นแบบนี้ที่ยังหาคู่ดีๆ ไม่ได้เช่นกัน และลงมือทำบารมีดีๆ เช่นเดียวกันตามความเชื่อนี้ด้วย ผมเชื่อว่าความดีเป็นกระแส ความดีเป็นของไหลที่มีคุณสมบัติไม่ปะปนกับสิ่งไม่ดี ความดีของแต่ละคนคงจะไหลมารวมกันได้บ้างตั้งแต่บัดนี้ อาจจะทำให้เราได้พบคนที่ดีๆ มีจิตใจดี เริ่มมีบุพเพสันนิวาสในชาตินี้ และต่อเนื่องไปชาติหน้าก็ได้ ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้แน่ๆ ถ้าจะถามว่าจริงหรือ ? ก็ต้องตอบว่าเป็นอนิจจังและอนัตตาอีกนั่นแหละ แต่ด้วยความเชื่อนี้ก็จะทำให้เราทำตัวให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคม บุคคลอื่น มีความสุขมากขึ้น และเราก็มีความหวังมากขึ้น จิตใจก็เบิกบาน หน้าตาแจ่มใส และเป็นคนดีมีคุณประโยชน์มากขึ้นด้วย ถ้าคนที่ขาดในสิ่งเดียวกัน (คือเนื้อคู่) มาพบกับคนที่ดีๆ จิตใจเบิกบาน หน้าตาแจ่มใส มีคุณประโยชน์ต่อสังคมคล้ายๆ กับเขา มีหรือที่จะไม่สนใจซึ่งกันและกัน มีความเป็นไปได้สูงที่จะรักกันได้ เป็นคู่กันได้ และถึงแม้จะไม่ได้พบเนื้อคู่จริงๆ เลยในชาตินี้ก็ไม่เป็นไร เพราะเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ครบถ้วนแล้ว อย่ากลัวว่าชาตินี้ไม่มีเนื้อคู่ ชาติหน้าจะหาคู่ไม่ได้เลย เพราะรู้ๆ อยู่แล้วว่าทุกอย่างเป็นอนิจจังและอนัตตาทั้งสิ้น มาตั้งความเชื่อให้สร้างสรรค์เกิดประโยชน์ต่อไปดีกว่า และลงมือทำตามความเชื่อที่ดีๆ นั้นไปด้วย โดยไม่ต้องหาทางพิสูจน์หรือเถียงกันให้เกิดความแตกแยก เสียเวลา หรือดูถูกซึ่งกันและกันเลย จะได้ไม่เสียทีที่เกิดในชาตินี้นะครับ จงเริ่มลงมือทำตามความเชื่อที่ดีๆ ตั้งแต่วันนี้เลย ไม่มีคำว่าสายไปหรือช้าไปสำหรับการลงมือทำสิ่งดีๆ และสร้างสรรค์หรอก ทุกวันเป็นวันใหม่ที่ดีๆ สำหรับชีวิตที่ดีขึ้นเสมอ จงอวยพรตัวเองให้มีกำลังใจและมีความสุขซิครับ แล้วคุณจะมีกำลังใจและมีความสุขตลอดไปทุกๆ วัน ในทุกๆ ปี และเริ่มลงมือทำสิ่งที่ดีดังกล่าวแล้วด้วย บารมีและบุพเพสันนิวาสจะเกิดได้ทุกวัน และทุกที่ที่ผ่านไปเช่นกัน ชีวิตของคุณจะเป็นชีวิตที่มีความสุขมากขึ้นและใหม่เสมอตลอดไป

ความรักมีอยู่ 6 ชนิดEros

เมื่อพูดถึงความรัก ทุกคนมักรู้สึกว่ารู้จักดีหรือเคยมีประสบการณ์มาบ้าง แต่ถ้าให้นิยามว่าความรักคืออะไร ส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หลายคนอธิบายความหมายของความรักในรูปแบบต่าง ๆ กัน ซึ่งแต่ละความหมายอาจใช้อธิบายความรักได้ไม่เสมอไปทุกกรณี
ความรักเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่ง ซึ่งอาจแฝงไว้ด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง จนยากแก่การอธิบาย ในพจนานุกรมศัพท์จิตเวชเองก็ไม่ได้ให้คำนิยามไว้ แต่อธิบายว่าคำที่มีความหมายใกล้เคียงที่สุดที่น่าจะเป็น "ความชื่นชมยินดี (Pleasure)" เวลาที่เรารู้สึกว่ารักใครเรามักมีความชื่นชมยินดีในบุคคลนั้น หรือชื่นชมยินดีที่ได้พบ และอยู่ใกล้ชิดบุคคลนั้น John Lee เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ The colors of love ว่าความรักมีอยู่ 6 ชนิดด้วยกัน
ความรักมีอยู่ 6 ชนิดEros เป็นความรักที่มีความใคร่ และปรารถนาจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เกี่ยวกับบุคคลที่รัก รวมทั้งประสบการณ์กับบุคคลที่รักอย่างสมบูรณ์ Mania เป็นความคลั่งไคล้หลงใหลและเรียกร้องหาบุคคลที่รัก ถ้าผิดหวัง มักวิตกกังวลและปวดร้าว Ludis เป็นความรักที่มีอัตตาสูง มองความรักเป็นเสมือนเกมที่ต้องเอาชนะ Storage เป็นความรักฉันท์เพื่อน พบได้ในหมู่เพื่อนสนิท Agape เป็นความรักที่มีแต่ความอดทนให้อภัยและการให้ Pragma เป็นความรักที่มีเหตุผลซึ่งเกิดขึ้นหลังจากมีการ ไตร่ตรองแล้ว
การเกิดความรักมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง ปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งคือความใกล้ชิด (Proximity) คนเราโดยทั่วไปมักมีโอกาสรักคนใกล้ชิดมากกว่าบุคคลที่อยู่ห่างไกล ซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า "ไกลตัวก็ไกลใจ" ในวงราชการและสถานที่ทำงานใด ๆ เราจะเห็นความจริงข้อนี้ได้ชัดเจนว่า คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แต่อยู่ไกลตัวผู้บังคับบัญชา มักได้รับการพิจารณาความดี ความชอบ น้อยกว่าคนใกล้ชิด ซึ่งบางคนแทบจะไม่ได้ทำงานราชการอะไรเลย นอกจากเป็น ผู้รับใช้ส่วนตัวเท่านั้น
เด็กเล็ก ๆ ยังไม่รู้เดียงสา ไม่สามารถแยกแยะความรู้สึกที่เป็นนามธรรมได้ แต่ก็ยังสามารถบอกได้ว่ามีความรักต่อแม่และบุคคลใกล้ชิด ซึ่งให้การดูแลอุ้มชู ความรักของเด็กเป็นแบบง่าย ๆ และปนเปกับความรู้สึกต้องการพึ่งพิง (Dependency) ต่อบุคคลที่รักนั้น
เมื่อเติบโตเข้าสู่วัยรุ่น ความรักเริ่มมีความสัมพันธ์กับเรื่องเพศ ซึ่งโดยทั่วไป จะมีความสนใจ รักใคร่เพศตรงข้าม มีบางส่วนที่มีการเรียนรู้มาไม่ค่อยถูกต้อง ทำให้ความสนใจมาอยู่ที่ เพศเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า "รักร่วมเพศ (Homosexuality)" คล้ายกับการเล็งเป้าหมายผิด แล้วโดนล็อคไว้อย่างนั้น
ความรักของวัยรุ่นโดยมากยังไม่ใช่ความรักที่จริงจังนัก แต่เป็นไปตามอารมณ์ ที่แปรเปลี่ยนได้ง่าย จึงมักเรียกว่า ความรักแบบลูกสุนัข หรือ Puppy love ปัจจัยหนึ่งที่เป็นสิ่งดึงดูดความสนใจรักใคร่จากบุคคลอื่น ได้แก่ "รูปสมบัติ" ความสวยงามของรูปร่างหน้าตาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คนเริ่มสนใจและมีแนวโน้ม จะเกิดความรักได้ง่าย ทั้งนี้เพราะความสวยเป็นสิ่งที่เจริญหูเจริญตาแก่ผู้พบเห็น ใครได้ควงคู่หรือแต่งงานด้วยก็มักมีความภาคภูมิใจ นอกจากนั้นความสวยความหล่อ ยังถูกนำไปโยงเข้ากับ "ความดี" ซึ่งความจริงแล้วไม่มีความสัมพันธ์กันเลย
คนจำนวนมากมีความโน้มเอียงที่จะเชี่อว่าคนที่สวยหรือหล่อที่พบเห็นนั้นเป็นคนดีเทพนิยายที่ได้ยินมาตั้งแต่เด็กก็มีแต่เรื่องของเจ้าชายรูปงามกับเจ้าหญิงแสนสวย ที่เป็นคนใจดีทั้งนั้น แต่ในชีวิตจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น คนหลายคนจึงถูกหลอกได้ง่ายเพราะหลงใหลในรูปสมบัติคนอื่น
คุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจก็คือ "ความคล้ายคลึงกับตนเอง" ในสังคมโดยคนที่มีความคล้ายกันในด้านเชื้อชาติ, ศาสนา, วัฒนธรรม, การศึกษา, เศรษฐกิจ, ค่านิยม, ความสนใจ ก็มักเข้าพวกกันได้ง่ายหรือคบหาสมาคมกันมากกว่า คนที่แตกต่างกัน มาก ๆ จึงพบว่าคนรวยแต่งงานกับคนรวย คนอาชีพเดียวกันหรือใกล้เคียงกันแต่งงานกัน มากกว่าคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย อีกประการหนึ่งการเลือกคนที่มีคุณสมบัติเหมือนตนเอง ก็เป็นการแสดงว่าพอใจ ในคุณลักษณะที่มีอยู่หรือเห็นว่าตนเองนั้นดีอยู่แล้ว อย่างน้อยคนที่เหมือนกับเรา ก็เข้ากับเราได้ดีกว่าคนอื่น
มีบางคนที่มีความสนใจในคนที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากตนเอง เพราะเชื่อว่าสามารถ เข้าคู่กันได้ คนที่ชอบแบบนี้ อาจมีความต้องการ อยากมี หรืออยากเป็น อย่างคนที่ตนเลือกนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ คนจนที่พยายามแต่งงานกับคนรวย หรือคนขี้เหร่ที่พยายามแสวงหาคู่ ที่สวยงาม
ความรักระหว่างเพศตรงข้ามซึ่งนำไปสู่การแต่งงาน เรียกว่า Passionate love ความรักชนิดนี้มักมีความร้อนแรงในอารมณ์ มีความสุขและความเจ็บปวดแฝงอยู่ เป็นความรักที่มีความคาดหวังจะได้รับการตอบสนองสูง หากสมหวังก็มีความสุข หากผิดหวังก็มีความทุกข์ คนที่กำลังมีความรักแบบนี้มักมีความวิตกกังวลกลัวผิดหวัง และมักตาบอดในการรับรู้คุณสมบัติที่ไม่ดีของคนรัก
นักทฤษฎีส่วนน้อยเชื่อว่า แท้จริงแล้วความรักมักแฝงไว้ด้วยความก้าวร้าว และความต้องการทำลายอยู่เสมอ และหากเชื่อว่าไม่มีความรู้สึกนี้แล้ว จะไม่มีความตื่นเต้นในเรื่องเพศและทำให้เกิดความเบื่อหน่ายเมินเฉย บางคนจึงกล่าวว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับความรักไม่ใช่ความเกลียด แต่เป็นความเฉยเมย
ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้คนเกิดความรักได้มากขึ้น คือ ภาวะตื่นเต้นหรือเสี่ยงอัตราย จากการศึกษาพบว่า คนที่พบกันในภาวะที่ตื่นเต้นหรือเสี่ยงภัย จะเกิดความสนใจ และรักกันได้มากกว่าคนที่พบกันในยามปกติ
การวิจัยพบว่าปัจจัยหลายอย่างที่เป็นตัวกระตุ้นให้มีความรักความใคร่ได้ง่ายขึ้น เช่น ความวิตกกังวล, ความกลัว, ความหึงหวง, ความเหงา, ความโกรธ หรือแม้แต่ ความเศร้าโศก
มีคำกล่าวอยู่ว่าความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือความรักของแม่ที่มีต่อลูก เพราะเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข (Unconditional love) ไม่ว่าลูกจะดีจะเลวอย่างไรแม่ก็ยังรักลูกอยู่เสมอ คำกล่าวนี้น่าจะเป็นจริงโดยส่วนใหญ่ แต่ก็พบบางที่แม่บางคนไม่รักลูกก็มี เคยมีความเชื่อว่าความรักของแม่ที่มีต่อลูก เกิดจากสัญชาตญาณหรือฮอร์โมน แต่ปัจจุบันนี้เลิกเชื่อกันแล้ว
คนเราทุกคนที่มิได้มีจิตใจผิดปกติ สามารถมีความรักได้ทั้งต่อคน, สัตว์และสิ่งของ เริ่มตั้งแต่รักตัวเอง, แม่พ่อ, ญาติสนิทมิตรสหาย, เพื่อนร่วมงาน, เพื่อนร่วมชาติ และเพื่อนร่วมโลก ตลอดไปจนรักสัตว์, รักสิ่งแวดล้อมและรักโลก
ความรักที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต้องเป็นความรักที่มีเหตุผล ไม่ใช่ความหลงใหล (Infatuation) ต้องไม่เป็นไปตามอารมณ์ชั่ววูบแต่เกิดจากความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น และได้ผ่านการพิจารณาไตร่ตรองแล้วว่ามีเหตุผลสมควรรัก
ความผิดหวังและเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นจากความรักที่ไม่เหมาะสมมักเกิดขึ้น เพราะการใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล และเกี่ยวข้องกับความไม่มีวุฒิภาวะของคนการมีความรักเป็นสิ่งที่ดี แต่จะรักใครชอบใครต้องมีเหตุผลด้วยจึงจะเสริมสุขภาพจิต ไปรักคนผิดยิ่งคิดยิ่งกลุ้มนะครับ

...ความรักมักมีความชอบเป็นพื้นฐาน

ด้วยเหตุนี้ คุณผู้อ่านสงสัยไหมว่า ทำไมใครๆ ถึงชื่นชอบผู้หญิงกันนัก หรือ A Few Reasons Why Guys Like Girls บอกไว้ดังนี้
1. เพราะผู้หญิงมักกลิ่นหอมเสมอ แม้กลิ่นนั้นจะมาจากแชมพูสระผมเพียงอย่างเดียวก็เถอะ
2. ผู้หญิงน่ารักจะตาย เมื่อยามเธอหลับไหล
3. พวกเธอใช้เวลาไปกับการแต่งตัวนานนับชั่วโมง แต่ก็คุ้มกับการรอคอย
4. พวกเธอมักดูดี ไม่ว่าจะสวมใส่ เสื้อผ้าชุดไหน
5. วิธีที่พวกเธอบรรจงจูบคนรัก แล้วทันใดนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกก็กลายเป็น ความสดใส
6. พวกเธอน่ารักชะมัด แม้ในยามกินซึ่งไม่ต้องการเหลืออะไร ไว้เผื่อใคร
7. ผู้หญิงทำให้สวีทฮาร์ทของพวกเธออบอุ่น ยามตระกองกอดเธอไว้ในวงแขน
8. พวกเธอน่ารัก แม้ยามโมโหโกรธา ทำหน้ายักษ์เข้าใส่
9. วิธีที่เธอบอกว่า ฉันคิดถึงคุณ สามารถทำให้ใครสักคนเป็นคนพิเศษขึ้นมาทันควัน
10. รอยยิ้มของเธอ ละลายหัวใจของผู้พบเห็น จนทำให้หยุดมองไปยังเธอไม่ได้

กระนั้นเพื่อความเท่าเทียม ขอเขียนถึงท็อป เซเว่น หรือ สาเหตุ 7 ประการที่ทำให้ ผู้ชายถูกหลงรักบ้างแล้วกัน ว่ากันว่า สิ่งที่ ทำให้พวกเขาน่ารักขึ้นมาได้ ก็อยู่ตรงที่
1. ให้สัมผัสที่อ่อนโยน ไม่กระโชกโฮกฮาก หรือหยาบกระด้างเข้าใส่
2. กอดและจุมพิตอย่างนุ่มนวลราวกับฝ่ายตรงข้ามเป็นนางฟ้ามาจุติ
3. ชอบทำให้ผู้หญิงเซอร์ไพรส์ ด้วยการกระทำที่พวกเธอไม่คาดคิด เช่น ชวนกันไปทำอะไรบ้าบอคอแตก เพราะผู้ชายไม่ใส่ใจกับสังคม หรือคนรอบข้างเท่าไหร่นัก
4. เมื่อเขาดูเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมและไม่รอบจัด
5. เป็นได้ทั้งเพื่อน, พี่และญาติผู้ใหญ่ในคราวเดียวกัน
6. ใจกว้างกับอดีตรักของฝ่ายตรงข้าม เพราะใครๆ ก็มีสมการ 3 ส่วน อันได้แก่ อดีต-ปัจจุบัน และอนาคตด้วยกันทั้งนั้น ถ้าอดีตจบไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่
7. มีสัญชาตญาณของการพิทักษ์และปกป้อง

เมื่อเล่าเรื่องความดีงาม ชวนฝันของผู้ตกอยู่ใน ห้วงรัก ให้อ่านแล้ว อยากเขียนถึง เหวลึก ด้านมืดของปุถุชนกันบ้าง
ปัญหาของคนรักกันมันอยู่ตรงนี้ไงท่าน ตรงที่ ถ้าหากคนที่เรารักไม่ได้ดี... เลิศประเสริฐศรีอย่างที่เราตั้งความหวังหรือคิดไว้ล่ะ คุณจะยังรักหรือทิ้งเขาไปเสียเลย ...ดีนะ
แต่ขอบอกก่อนว่า หากคุณกำลังมองหาคนที่สมบูรณ์แบบอยู่ละก็ ตอบได้เลยว่า ไม่มีคนนั้นอยู่ในโลกนี้หรอก ตื่นได้แล้ว บางครั้งคุณอาจเจอคนแบบ เฮ้อ...ดีไปซะทุกอย่าง...แต่...
· ซกมก สกปรกเป็นที่สุด
อย่างนี้ ถ้าจะไปด้วยกันได้ ทั้งสองฝ่ายต้องปรับตัวเข้าหากัน เช่น สกปรกตามเขาไปด้วย หรือไม่ก็สกปรกให้มากกว่าไปเลย แบบนี้ อาจกระตุ้นให้เขารักสะอาดขึ้นมาก็ได้
· น่าเบื่อเหลือเกิน
ถ้ามองในแง่ดีเข้าไว้ คนน่าเบื่อก็ดีไปอย่างนะ อย่างน้อยคุณก็เชื่อมั่นได้ว่าเขาจะไม่ผีเข้าผีออก บุคลิกไม่หลุกหลิกและไม่ เจ้าชู้ประตูดิน อยากจะไปสีหรือไปหลีใคร ก็ยากที่จะมีใครสน ยกเว้นแต่คนชอบของแปลก
· ขี้เหนียวเป็นกะละแม
รายนี้ควรคู่กับยอดนักช็อป เพราะความสุดขั้วของทั้งคู่จะได้ถ่วงดุลกันไว้ แบบหยินหยางไงล่ะ แล้วจะหาว่าคุย รักกับคนขี้เหนียวก็ดีไปอย่าง เพราะมีแววว่าอนาคตจะรวย
แต่หากในชั่วชีวิตที่รักกัน เขาตระหนี่จนแทบรับไม่ไหว ก็อย่าเพิ่งตีตัวออกห่าง คิดให้ไกลเข้าไว้ก่อน เพราะถ้าวันใดเกิดเขาเป็นอะไรขึ้นมา ก็ถึงคราที่คุณจะได้ผลาญเงิน เพื่อขจัดความกดดันที่มีอยู่เสียที

ความรักคือ การยอมรับข้อเสียของอีกฝ่ายให้ได้ หากรับไม่ได้ ย่อมไม่เรียกว่าเป็นคู่รัก

ความรักกับความใคร่

ผมและเพื่อนๆ นั่งคุยกันเรื่องความรักของผู้ชายกับผู้หญิง เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า ความรักกับความใคร่เหมือนกันหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนกัน ทำไมเราจึงอยากนอนกับคนที่เรารัก บางครั้งถึงกับเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะ หรือไม่ก็สร้างจินตนาการต่างๆ นานา
พอจบคำถามทุกคนก็หันมามองผมแบบ “เอ็งตอบ” ในฐานะที่เป็นผู้ขยันสรรเรื่องมาเล่า ผมก็เลยกระแอมกระไอให้สมบทบาทที่เพื่อนตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญราคะศาสตร์ พูดถึงเรื่องทางจิตวิทยา คนส่วนใหญ่ก็จะคิดถึง ฟรอยด์ เขาผู้นี้แหละเจ้าของทฤษฎีว่า
มนุษย์เรามีส่วนดิบที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 2 อย่าง ได้แก่ ความต้องการทำลายล้างผลาญกับความต้องการสมสู่ หรือความใคร่นั่นเอง มนุษย์ที่เจริญแล้วความต้องการทั้งสองอย่างจะถูกควบคุมให้ออกมาในรูปที่สังคมยอมรับ ความต้องการทำลายออกมาในรูปของสงคราม การกีฬา การแข่งขัน ความต้องการสมสู่ออกมา ในรูปของการแต่งงานมีครอบครัว ความใคร่แตกต่างจากความรัก ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นความรักชนิดไหน ความรักระหว่างผู้ชายและผู้หญิงเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งจรรโลงโลก จรรโลงมนุษย์ และเป็นกระบวนการ เพราะเมื่อเกิดความรักแล้ว ส่วนที่ดิบในเรื่องความใคร่ของมนุษย์ที่ไม่ได้หายไปไหน จะแสดงอิทธิฤทธิ์ ทำให้เกิดความปรารถนาที่จะได้สมสู่กับคนที่รัก มนุษย์ผู้เจริญแล้วก็จะปฏิบัติในทางที่สังคมยอมรับ แล้วแต่สังคมใครสังคมมัน แต่ถ้าเกิดความใคร่โดยไม่มีความรัก ทีนี้ก็ยุ่งล่ะสิ ปล่อยให้อารมณ์ดิบพาไป เที่ยวลากใครต่อใครไปทำมิดีมิร้าย ที่จริงคำนี้ไม่ถูก ไม่ดีแล้วก็ไม่ร้าย เท่ากับเจ๊ากันไป จะเจ๊าได้ยังไงครับ เพราะผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียหายยับเยิน (คำพูดนี้จะต้องเกิดก่อนที่ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมผู้ชายแน่ๆ คำพูดที่แสดงถึงความด้อยโอกาส และการถูกกดขี่แบบนี้มีให้เห็นอยู่มากมาย ฉะนั้น การที่คุณเธอทั้งหลาย ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ก็อย่าไปหมั่นไส้เธอเลยครับ) ที่จริงควรจะพูดว่า ลากไปข่มขืน และถ้ายิ่งมีความดิบต้องการทำลายอยู่ด้วย พอข่มขืนเสร็จก็ฆ่าทิ้งเสียเลยปลอดภัยดีด้วย ส่วนคู่ที่แต่งงานกันปฏิบัติถูกต้องตามประเพณี ถ้าเป็นคนผิดปกติ ความดิบในการทำลาย แทนที่จะออกทางกีฬาดันมาออกพร้อมๆ กับความใคร่ เพื่อนดิบของมัน ใครเป็นคู่นอน เป็นเจ้าสาว เป็นเมียก็กรรมเท่านั้น ร่วมรักกันคราใด เป็นเจ็บตัวครานั้น ที่เราเรียกว่า ซาดิสม์ ไงครับ คุณเชื่อไหมครับว่าประวัติของคำนี้เกิดจากกระทาชายนายหนึ่งนามว่า Marquist De Sade มีพฤติกรรมชอบทำร้ายคู่นอนให้ได้รับความเจ็บปวดทรมานก่อนที่จะร่วมรัก แถมยังกล้าหาญชาญชัยเปิดเผยพฤติกรรมของตนออกมาให้สาธารณชนทั้งหลายทราบ เขาก็เลยได้รับเกียรติเรียกพฤติกรรมวิตถารนี้ตามชื่อของเขา แต่เติมคำว่า ซาดิสม์ ใช้เรียกเฉพาะพฤติกรรมที่ทำร้ายคู่นอน เพื่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศเท่านั้นนะครับ แต่ปัจจุบันนำมาใช้ผิดๆ กับพฤติกรรมโหดร้ายทารุณทุกรูปแบบ จนกลายเป็นคำที่ยอมรับและใช้กันทั่วไป ยังไม่หมดนะครับเรื่องการได้รับเกียรติเอาชื่อไปตั้งเป็นชื่อพฤติกรรมความใคร่วิตถารอย่างเช่น Leopold Von Sacher Masoch นักเขียนนวนิยายก็เป็นคนแรกที่เปิดเผยพฤติกรรมที่คล้ายๆ กับซาดิสม์แต่แทนที่จะทำร้ายคู่นอนกลับทำร้ายตัวเองหรือทำให้ตัวเองเจ็บปวดก่อนแล้วจึงจะเกิดอารมณ์ทางเพศ พฤติกรรมนี้จึงเรียกว่า มาโซกิซ อิทธิฤทธิ์ของความดิบในเรื่องความใคร่ทำให้พฤติกรรมทางเพศยุ่งนุ่งนังกันไปหมด อธิบายด้วยตัวอย่างจริงก็แล้วกันนะครับ จะได้เข้าใจง่ายขึ้น ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งมีเพศสัมพันธ์กับอาจารย์สาวก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งคู่จะต้องแต่งชุดสีดำ อาจารย์สาวจะต้องเฆี่ยนตีท่านศาสตราจารย์ด้วยแส้จนเจ็บปวดครวญคราง เนื้อตัวเป็นริ้วรอย แล้วจึงมีเพศสัมพันธ์ถึงสวรรค์ชั้นฟ้ากันด้วยความสุขทั้งคู่ อาจารย์สาวเกิดอารมณ์เมื่อได้เฆี่ยนตีท่านศาสตราจารย์ได้รับความเจ็บปวด แสดงว่าเธอเป็น ซาดิสม์ ใช่ไหมครับ ส่วนตัวท่านศาสตราจารย์เองต้องเกิดความเจ็บปวดก่อนจึงเกิดอารมณ์ทางเพศ แสดงว่าท่านเป็น มาโซกิซ ใช่ไหมครับ น่าแปลกที่ที่คนคู่นี้มาเจอกันได้ราวกับผีจับแปะ พฤติกรรมคู่วิตถารสมบูรณ์แบบชนิดนี้เรียกว่า S&M ย่อมาจาก Sadomasochism และพฤติกรรมวิตถารพวกนี้มักจะต้องมีตัวช่วยได้แก่ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น แส้ ไม้เรียว เชือกหนัง เครื่องแต่งกายทำด้วยหนังสีดำ เสื้อผ้าสีดำ เป็นต้น เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่าชายเฒ่าคนหนึ่ง จะอยู่ประเทศใด ไม่แจ้ง เกิดพิศวาสไก่ที่เลี้ยงไว้จึงจัดพิธีแต่งงานกับไก่ มีการส่งตัวเข้าห้องเข้าหอกันด้วย อยู่มาได้แค่ 3 วันก็ซี้ เพื่อนที่ฟังอยู่ทุกคนถามขึ้นพร้อมกันว่าคนหรือไก่ตาย คนสิครับ ส่วนไก่นั้นข่าวไม่แจ้งว่าหลังจากเป็นม่ายแล้วแต่งงานกับใครอีกหรือเปล่า หรือว่าลงหม้อแกงไปตามระเบียบ เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนไข้หวัดนกระบาด เฒ่าจึงไม่ได้ตายเพราะไข้หวัดนกแน่ๆ สำหรับเมืองไทยเราก็ไม่น้อยหน้า เมื่อต้นเดือนแห่งความรักที่ผ่านมานี้เอง ชายไทยได้ถูกความใคร่เล่นงานเอา หลังจากกรึ่มเหล้าจนได้ที่ จะไปเที่ยวผู้หญิงก็กลัวเอดส์ จะลากอีหนูข้างบ้านมาข่มขืนก็กลัวครูยุ่น หันไปหันมาเห็นอีด่างยืนมองอยู่ คิดว่ามันให้ท่า จึงตรงเข้าปลุกปล้ำอีด่างพัลวัน อีด่างหาเป็นใจด้วยไม่ ต่อสู้สุดฤทธิ์ แถมเพื่อนหมาก็มาช่วยรุมกัด หน้าตาเนื้อตัวยับเยินไปด้วยเขี้ยวหมา หาความหล่อไม่ได้อีกเลย เห็นไหมครับ ว่าความใคร่ถ้าปราศจากความรักก็จะมีแต่ความกักขฬะ หยาบช้าวิตถารน่ารังเกียจ แม้แต่หมาก็ยังไม่เล่นด้วย เรื่องของความใคร่ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมวิตถารยังมีอีกมากมาย ไว้ผมจะเล่าให้ฟังโอกาสหลัง ปะเหมาะใครบางคนอาจจะมีพฤติกรรที่พิศดารยิ่งไปกว่าที่เปิดเผยกันมาแล้ว และได้รับเกียรตินำเอาชื่อไปตั้งบ้าง ก็จะทำให้คนไทยดังกันคราวนี้แหละ ก็ที่เขาดังกันทางกีฬา ลึกลงไปก็เกิดจากดิบตัวหนึ่ง ถ้าจะดังเพราะดิบอีกตัวก็ไม่เห็นน่าจะเสียหาย จริงไหมครับ หรือว่าไม่จริง ความใคร่ทั้งหมดที่พูดมาดูจะเป็นความใคร่ของเพศผู้เพียงเพศเดียว ผู้หญิงไม่มีความใคร่เลยหรือไง มีแน่นอนครับ แต่เนื่องจากบทบาทของสังคมและสภาวะทางร่างกายไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงปลดปล่อยผีดิบของเธอ ออกมาง่ายๆ อย่างผู้ชาย ก็ดูแค่นักร้องผิวดำ น้องไมเคิล แจ็คสัน แพลมผีดิบของเธอผ่านทางเต้าแค่ข้างเดียว ยังเป็นข่าวถูกประณามหยามเหยียดกันไปทั้งโลก แล้วหน้าไหนจะกล้าลุกขึ้นมาปล้ำหมาแบบผู้ชายล่ะ และโดยธรรมชาติก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว จำกรณีครูผู้หญิงปล้ำนักเรียนชายได้ไหมครับ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ความจริงจึงเปิดเผยออกมาว่าเป็นเรื่องกลับตาลปัตร ยังไงก็ตามก็มีผู้ชายแบบคุณ แบบผม นี่แหละครับที่ต่างก็ยอมรับกันว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่มีเสน่ห์น่ารักน่าใคร่ ความใคร่ของเธอก็น่ารักด้วย เรื่องนี้สามีเท่านั้นแหละที่รู้ดีว่าเมียตู... แต่ก็ไม่มีสามีคนไหนที่คิดจะเอาเรื่องบนเตียงของเมียมาพูด เพราะถือว่าเป็นของสูง มิบังควรนำมาพูดเล่น คราวนี้มาพูดถึงเรื่องความรักบ้าง ความรักเป็นสิ่งสวยงาม เป็นแต่สิ่งที่ดีไม่เชื่อลองไปเปิดหนังสือ ความรักคืออะไร ดู เขารวบรวมไว้จากการที่เอาไมค์ไปจ่อปากถามใครต่อใคร มีทั้งคนดัง ดารา และคนเดินดินกินอาหารแดกด่วนทั้งไทยและเทศ มีอยู่ตั้งหลายเล่มโดยเฉพาะช่วงวันวาเลนไทน์ ล้วนแต่เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้นความรักของผู้ชายและผู้หญิงที่ต่างฝ่ายต่างรักกันเปรียบเสมือนคนสองคนที่ยื่นมือออกมาจับกัน และตระหนักดีว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปล่อยมือ อีกฝ่ายก็ล้ม ถ้าความรักคือความต้องการให้คนที่เรารักมีความสุข ปราศจากความเจ็บปวด ต่างฝ่ายต่างก็จะจับมือกันแน่น ไม่ยอมปล่อย ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกัน คือทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกัน การยื่นมือออกมาหากันคือการปรับตัวเข้าหากัน หลายคู่ที่ยื่นมือออกมาไม่ถึงกัน คือปรับตัวเข้าหากันไม่มากพอหรือปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นออกมาแต่เพียงฝ่ายเดียว อย่างเช่น ผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายที่เจ้าชู้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้มาก่อนว่าเขาเจ้าชู้ แต่ที่ตกลงปลงใจด้วย เพราะเกิดความภาคภูมิใจที่เขาเลือกหล่อนและเกิดสติหลอนว่าในเมื่อเขารักหล่อน เขาก็จะต้องหยุดอยู่ที่หล่อน ฉะนั้นเขาต่างหากเป็นฝ่ายที่จะต้องยื่นมือออกมา หล่อนเป็นฝ่ายยืนกอดอกเฉยๆ ก็พังเท่านั้นสิครับ ต่อให้ติดสติ๊กเกอร์หลังรถ รวมกันเราอยู่ ทิ้งกูมึงตาย ก็ไม่ช่วยหรอกครับ คู่รักที่ต่างฝ่ายต่างยื่นมือออกมาจับกัน เมื่อแต่งงานกันก็จะเป็นคู่สมรสที่สมรัก เป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม ความรักมีอานุภาพมากนะครับ ไม่ใช่แค่ช่วยสร้างชาติสร้างพันธุ์ให้เจริญพัฒนาเท่านั้นยังมีอานุภาพเป็นยารักษาโรคอีกด้วย เรื่องนี้คุณหมอทั้งหลายทราบดี คนที่มีความสุขร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟิน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค คนที่เจ็บป่วยถ้ามีผู้แสดงความรัก ความเอาใจใส่ก็จะหายเร็วกว่าคนที่ไม่มีใครสนใจ ขนาดเป็นมะเร็ง เป็นอัมพาต ก็ยังหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ฉะนั้นจงรักกันไว้เถิดครับ ต่อให้รักแล้วเกิดความใคร่ก็เป็นความใคร่ที่เชื่องเหมือนปลาวาฬพิฆาตที่ถูกฝึกปรือ จนกลายเป็นดาราเอกของสวนสนุกทำเงินได้มากมายมหาศาล ไม่ดิบเที่ยวปล้ำหมู หมา กา ไก่ ให้ตกเป็นข่าวว่าเป็นคนขาดรัก อายเขาไปทั่วโลก

ความรัก…ฐานรากของชีวิตคู่

คนเรานั้นเกิดมาเพื่อที่จะแสวงหาใครสักคนมาเป็นคู่ครอง คู่คิด และคู่ชีวิต หลายต่อหลายคู่ประสบความสำเร็จในการนำพาเอานาวารักฝ่าคลื่นลมและมรสุมต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตคู่จนบรรลุฝั่งฝันที่ปรารถนา เหมือนดังคำที่ผู้ใหญ่อวยพรว่า …ขอให้อยู่ด้วยกันไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร แต่หลายต่อหลายคู่นาวารักก็อับปางลงกลางมหานทีท่ามกลางพายุร้ายที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตคู่ และไม่สามารถที่จะประสานสัมพันธ์กันจนฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปได้ จากกันไปด้วยคำอธิบายง่ายๆ ว่า …เราไปด้วยกันไม่ได้
ชีวิตคู่ที่เปี่ยมไปด้วยความรัก ความผูกพัน และความเข้าใจกันเท่านั้นที่จะทำให้ชีวิตสุขสมราบรื่น คนสองคนที่มาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันจะต้องพยายามเข้าใจกัน ไว้ใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เคารพนับถือซึ่งกันและกัน รวมทั้งให้อภัยกันในยามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำอะไรที่ผิดพลาดลงไป การคำนึงถึงประโยชน์ของคนที่ตนรักเป็นลำดับแรก… จึงเป็นความรักที่สามารถมอบให้แก่กันตลอดเวลา ต่างจากการต้องการให้คนรักทำอะไรให้ ซึ่งเป็นความรักในรูปแบบที่ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่เป็นผู้ใหญ่ คิดถึงตนเองก่อน โดยแบบนี้เมื่อไม่ได้ดังที่หวังก็จะเกิดการผิดหวังและขาดรัก อันนำไปสู่พฤติกรรมตามมาซึ่งจะทำให้ชีวิตคู่ต้องอับปาง เพราะการมีรักแท้นั้น เมื่อมีแล้วจะบังเกิดความสุขที่ได้ทำอะไรบางสิ่งบางอย่างให้คนที่ตนรัก โดยไม่ได้หวังว่าจะได้อะไรกลับคืนมานอกจาก… ความรัก
ในรักแท้นั้น เมื่อให้ความรักไป…ก็จะได้ความรักมา แต่ในความหลงนั้น จะเป็นความหลงที่อยากได้แต่ความรักจากคนรัก แต่ไม่ได้ให้ความรักตอบแทนกลับไป เมื่อความหลงหมดไปและยังไม่มีความรักกลับมา สัมพันธ์ที่เปราะบางซึ่งอยู่บนฐานรากของความหลงก็ย่อมจะสิ้นสุดลงไป ความรักนั้นแสดงออกได้ในหลายรูปแบบ และคนที่มีชีวิตคู่ร่วมกันนั้น จะต้องพยายามที่จะแสดงความรักออกมาในรูปแบบที่คนรักอยากได้ อย่างน้อยก็ต้องแสดงความพยายามที่จะแสดงความรักออกมา!! ลองมาพิจารณาวิธีการแสดงความรักในแบบต่างๆ กันดูไหมว่า ควรจะแสดงความรักที่มีต่อกันแบบไหนดี
1. ความรักในรูปแบบที่ต้องการการสัมผัส
เป็นความรักของหนุ่มสาวที่โหยหาการสัมผัสทางกายต่อกัน สานสร้างสัมพันธ์จากการมีสัมพันธ์สวาททางกาย เพื่อที่จะสุขสมร่วมกัน อยากที่จะอยู่ด้วยกันตลอดเวลา อยากจะสัมผัสร่างกายของกันและกัน ด้วยความคิดว่าจะสามารถ่ายทอดความรักให้แก่กันได้จากการร่วมรัก… กามารมณ์จึงเป็นฐานรากของชีวิตคู่ในระยะแรกของความสัมพันธ์ กามารมณ์เป็นสัมผัสรักที่จับต้องได้ เป็นสีสันแห่งความรักของหนุ่มสาวที่แรกรักกัน แต่ชีวิตคู่ที่ยืนยาวนั้น จะต้องมีการพัฒนาความรักไปให้มากกว่านั้น
2. ความรักแบบโรแมนติก
กล่าวกันว่า ความรักของผู้หญิงนั้นเป็นแบบ "โรแมนติก" แต่ความรักของผู้ชายเป็นแบบ "อีโรติก" ในการมีความสัมพันธ์กันนั้น ผู้หญิงจะคิดถึงการแสดงความรักด้วยกันเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ผู้ชายจะคิดถึงบทพิศวาสในรูปแบบของอีโรติกมากกว่า ผู้หญิงจึงต้องมีความรักเป็นรากฐานก่อนที่จะมีอารมณ์พิศวาสและสุขสมจากบทพิศวาสที่มอบให้แก่กัน ส่วนผู้ชายนั้น จะอยากระบายความรักออกไปผ่านการร่วมรักที่อบอุ่นและสุขสม ด้วยความอยากที่จะระบายความรักออกไปนี่แหละที่ทำให้ท่วงท่าลีลารักของพวกเขาเร่าร้อน ดุดัน และหลั่งเร็ว หลั่งเร็ว…จึงเป็นปัญหาของผู้ชายเกือบทุกคน ไปไม่ถึงจุดสุดยอด… จึงเป็นปัญหาของผู้หญิงเกือบทุกคนเช่นกัน เมื่อผ่านความรักแบบโรแมนติค และอีโรติกไปแล้ว ความรักในแบบต้องการใช้ชีวิตร่วมกันก็มาเยือน
3. ความรักแบบต้องการครองคู่
การอยู่ร่วมกันเป็นความปรารถนาอย่างยิ่งยวดของชายและหญิงที่รักกันและอยากสร้างครอบครัวร่วมกัน อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ทำอะไรร่วมกัน มีพันธะผูกพันกัน อยากเห็นกันตลอดเวลาที่มีโอกาส แต่หลายต่อหลายคู่ กลายเป็นความรักที่พึ่งพาไป และรู้สึกเหมือนจะขาดกันไปไม่ได้ ซึ่งก็จำเป็นต้องปรับปรุงเพราะในการดำเนินชีวิตในปัจจุบันนั้น ความต้องการที่จะอยู่ร่วมกันตลอดเวลานั้น…เป็นไปไม่ได้ จึงต้องมีการพัฒนาความรักต่อไปเป็นความรักในรูปแบบที่ผูกพันแต่ไม่พึ่งพา
4. ความรักแบบสัญญาใจ
เป็นความรักแบบเข้าใจกัน ไว้ใจกัน ผูกพันกัน โดยไม่ต้องพึ่งพา แม้ว่าจะไม่มีคนรักอยู่ข้างกายก็เหมือนมี ไม่มีความรู้สึกอ้างว้าง ว้าเหว่เดียวดายหรือถูกทอดทิ้ง เพราะมีอีกคนอยู่เสมอในใจที่แสนจะเป็นสุขเพราะมีคู่ชีวิตที่มีสัญญาใจต่อกัน สัญญาว่า…เราจะครองคู่กันไปตราบจนลมหายใจสุดท้ายแห่งกาลเวลา
คู่ครองในฝัน…ที่เป็นจริง
ชายหญิงใดที่สามารถแสดงความรักออกได้ด้วยวิธีการต่างๆ ตามความเหมาะสม โดยสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและวัยที่เปลี่ยนแปลงย่อมจะมีชีวิตคู่ที่เป็นสุข เพราะตามธรรมชาติแล้วถ้าจะเปรียบชีวิตคู่เหมือนดอกกุหลาบ… ชีวิตคู่ในระยะแรก ก็ร้อนแรงเช่นเดียวกับกุหลาบแดง…ที่แจ้งรักนั่นเอง ต่อเมื่อได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปสักระยะหนึ่งแล้ว ความรักในรูปแบบของความสัมพันธ์ฉันเพื่อนคู่คิด มิตรคู่ใจก็จะเกิดขึ้น ชีวิตคู่ในระยะกลางๆ จึงเหมือนดอกกุหลาบสีชมพู ที่งามสดใส มองแล้วมีความสุข ซึ่งถ้าอยากให้ชีวิตคู่ราบรื่นต่อไปแล้วก็จะต้องพัฒนาต่อไปให้เป็นดอกกุหลาบสีขาว… ตัวแทนของความบริสุทธิ์ มีแต่ความบริสุทธิ์ใจมอบให้แก่กัน และจำไว้เสมอว่า
สำหรับผู้หญิงนั้น…ชายในฝันของเธอน่าจะมีคุณสมบัติดังนี้
· เป็นพ่อของลูก เป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว เป็นแฟมิลีแมนที่ดูแลครอบครัว และทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อครอบครัวของเขา
· เป็นคนที่มอบความรัก ความอบอุ่น ความมั่นคงอย่างจริงใจต่อเธออย่างสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนไป
· เลี้ยงดูอุปการะเธอ ดูแลเธอยามเจ็บไข้ได้ป่วย ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอ
ส่วนผู้หญิงในฝันที่ผู้ชายอยากจะได้มาเป็นคู่ชีวิตนั้น คุณสมบัติต่อไปนี้น่าจะเป็นที่ผู้ชายทั่วไปอยากจะได้และอยากจะมี
· เป็นแม่ของลูก เป็นผู้หญิงที่เขาสามารถพาไปไหนต่อไหนได้ สามารถยืนเคียงข้างกับเขาทั้งในยามสุขและยามทุกข์
· เป็นคนที่คอยปลอบอกปลอบใจเขายามผิดหวัง ให้กำลังใจเขาในการที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตต่อไป
· เป็นคนที่สามารถร่วมรักกับเขาได้อย่างสุขสม เพราะเขาบอกรักผ่านการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งทางกายนั้น กับผู้หญิงคนที่เขารักและรักเขาเสมอ และเมื่อเกิดความสุขสมแล้ว ความรักของเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ
ลองพิจารณาดูการแสดงความรักต่อกันและพยายามเป็นคู่ครองในฝันของกันและกันให้ได้ เพราะชีวิตคู่สุขสมนั้นมักจะ…ยืนยาวและสุขภาพดี!

การจะมีคู่แท้สักคน... จึงต้องใช้เวลาในการแสวงหาเสมอ

...เพราะคำคำเดียวสั้นๆ ที่เรียกขานว่า "รัก" ไม่ใช่หรือที่ทำให้เราเกิดมาในโลกใบนี้อย่างมีคุณค่า เป็นโซ่ทองคล้องชีวิตคู่ของบุพการีของเราให้ยั่งยืนยาวมาจนทุกวันนี้
...เพราะคำว่า "รัก" ไม่ใช่หรือที่ทำให้มนุษย์เราหยุดการรบราฆ่าฟัน หันมาช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามที่ทุกฝ่ายต้องร่วมแรงร่วมใจฝ่ามหันตภัยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเกิดจากธรรมชาติหรือเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ มีคำกล่าวมานานนักหนาแล้วว่า... โลกของเราใบนี้ยังคงหมุนอยู่ได้เพราะพลังที่เกิดจากความรัก และที่ใดที่ปราศจากความรักแล้ว... ความเสื่อมสลายก็จะต้องบังเกิดขึ้น
มีคนกล่าวว่า "รักแท้" เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมจะดับได้ยาก และมีแต่จะเพิ่มพูนความรักให้แน่นแฟ้น ยืนยงต่อไปเรื่อยๆ ตราบนานเท่านาน เป็น...ปรัชญาของความรักในอดีต ซึ่งน่าจะดำรงคงอยู่ และถ้าจะสูญหายไปบ้าง ก็น่าจะหวนกลับมาจรรโลงสังคมและโลกของเราใบนี้ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ปีเก่าผ่านไป...ปีใหม่ที่ผ่านมานี้ เราได้เห็นความทุกข์ยากลำบาก การพลัดพรากจากผู้เป็นที่รัก จากภัยของธรรมชาติที่มาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ...ขณะเดียวกัน เราก็ได้เห็นน้ำใจของผู้คนที่หยิบยื่นความช่วยเหลือแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากเหล่านั้น ด้วยความรัก แบ่งปันน้ำใจ แบ่งปันทรัพย์สินที่มีอยู่ แบ่งปันเวลา แรงกายแรงใจ เพื่อที่จะซับน้ำตาแห่งความทุกข์ของพวกเขาให้บรรเทาเบาบางลงบ้าง... แม้จะเพียงน้อยนิด พลังแห่งน้ำใจเหล่านั้นแหละ ...เป็นพลังของความรัก และพลังของความรักนั้น มักจะเกิดขึ้นในสภาวะแห่งความทุกข์เสมอ ในสภาวการณ์ดังกล่าวทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจให้ความรักความสมัครสมานสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน ลืมความบาดหมาง ความคับข้องใจกันและกัน ให้อภัยกัน...เสมอ เพราะมักจะมีคำกล่าวว่า ความรัก...คือการให้อภัย การให้อภัยนั้น อาจจะเป็นบริบทแรกของความรัก... และบริบทสุดท้ายของความรักก็ได้ ใครจะรู้ แม้ว่าในยุคนี้ คนเราจะแล้งน้ำใจ...และเห็นแก่ตัวกันมากขึ้นทกขณะ แต่คนที่ยังคงมีความรักและรู้จักการให้อภัย...จะมีความสุขในบั้นปลายชีวิตเสมอๆ ...และแม้ว่า ความรักจะไม่ค่อยยืนยงเท่าไร ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงในยุคกระแสแห่งการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ในยุคที่ต้องเอาตัวรอดจากสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไป จนยากที่จะก้าวตามทันการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่รู้จักการปรับตัวให้เข้ากับสังคมยุคใหม่
การจะมีคู่แท้สักคน... จึงต้องใช้เวลาในการแสวงหาเสมอ!! และจำไว้ว่า ถ้าพบแล้วอย่าปล่อยให้ผ่านไป... เพราะอาจจะไม่มีผ่านมาใหม่อีก คู่ของคนเรานั้น มีทั้งคู่กรรม...และคู่บุญ และบางคนก็เป็นทั้งคู่บุญคู่กรรมด้วยกัน วัฏจักรของคู่ที่เวียนว่ายตายเกิดมาในชีวิตของคนเรานั้น มักจะมีคู่บุญและคู่กรรมสลับกัน เหมือนที่เขาว่าไว้ว่า ชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหนนั่นแหละ ใครที่กำลังทุกข์อยู่ก็ขอให้รู้ว่า เมื่อเกิดความทุกข์ถึงที่สุดแล้ว ในท้ายที่สุดถ้ายังคงมีกำลังใจที่จะดำรงคงอยู่ ความสุขก็จะกลับมาเป็นรางวัลชีวิต หลายต่อหลายคนเศร้าโศก... เมื่อคนรักคู่ครองที่อยู่กันมานานจะต้องจากไป ถ้าหัดคิดบ้างว่า... คู่กรรมกำลังจะจากไปแล้ว คู่บุญกำลังจะมา ความสุขในชีวิตก็จะบังเกิด พลังอำนาจของความคิดในทางบวกนั้น เป็นพลังอำนาจที่ปฏิเสธไม่ได้ และมักจะเป็นจริงตามที่คิดเสมอๆ แม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องรอนานจนเกือบจะรอไม่ได้ก็ตาม ...สวรรค์ไม่ทำร้ายคนที่คิดดี ทำดี ตลอดไปหรอก!! ในท้ายที่สุด บุญกุศล และความดีที่ทำก็จะสามารถเอาชนะความทุกข์ภายในใจได้ และเมื่อนั้น ความรักก็จะหวนกลับมาใหม่ ส่วนใครที่อยู่ครองชีวิตกับคนที่คิดว่า เป็นคู่บุญ ก็ควรจะร่วมกันทำบุญกุศลร่วมกันเป็นประจำ เพื่อที่คู่บุญจะได้ไม่จากไป... และคู่กรรมที่จะนำความทุกข์ยากจะไม่กลับมา เคยอ่านหนังสือที่มีชื่อว่า...เราจะข้ามเวลามาพบกัน ซึ่งเรื่องราวกล่าวว่า คนเรานั้นอาจมีอยู่หลายชาติภพ ถ้าเชื่อในเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด ทีนี้ในแต่ละชาติภพนั้น ก็น่าจะมีเนื้อคู่อยู่อย่างน้อย 1 คน ไม่ว่าจะเป็นคู่บุญ หรือคู่กรรมก็ตาม ...บางคู่ ก็ทำบุญร่วมกันขอตามมาเกิด ในชาติภพต่อไปเพื่อที่จะรับผลบุญที่กระทำร่วมกัน ...บางคู่ก็ทำกรรมร่วมกันมา ก็อาจจะอาฆาต พยาบาทตามมาทำลายล้างกันในชาตินี้ แล้วแต่จะตั้งจิตอธิษฐานในทางที่ดี...หรือทางที่ร้าย และในบางชาติภพที่เนื้อคู่ ไม่ว่า คู่บุญ หรือคู่กรรม ตามมาพบกันมากกว่า 1 คนในชาติภพนั้น เรื่องราวความรัก ความหวัง ความผิดหวัง ความพลัดพราก...และอะไรต่อมิอะไรที่อยากให้เกิด และไม่อยากให้เกิดก็อาจจะเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ ซึ่งนอกเหนืออำนาจของมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่จะไปจัดการได้
...ต้องปล่อยให้เป็นไปตามวัฏจักร ตามธรรมชาติของความรักความหลงของมวลมนุษยชาติ ได้แต่แนะนำให้ตั้งสติเอาไว้ เวลาที่คู่กรรมจะจากไป...ให้เขาหรือเธอไปพบกับคู่กรรมของพวกเขา จะได้ไม่กลับมาทำความทุกข์ยากลำบากใจให้กับเราอีกต่อไป
...และภาวนาขอให้คู่บุญของตัวเรา จงรีบมาแสดงตัว นั่นเป็นแนวคิดที่ควรคิด...ในเวลาแห่งการพลัดพราก ว่าก่อนอื่นมีคนคนหนึ่งที่รอความรักอยู่เสมอ และคนคนนั้นก็คือ ตัวของเราเอง ในเมื่อตัวของเราเกิดจากความรักของพ่อแม่ ซึ่งได้ให้กำเนิดเรามา เราจึงต้องรักษาตัวของเรา ซึ่งเป็นที่รักของพ่อแม่ เอาไว้ทดแทนคุณของบิดามารดา ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปอย่างสงบสุข เหมือนที่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง ฝากกลอนเอาไว้ให้ช่วยเขียนเตือนสติของผู้ที่จะมีความรักทั้งหลายว่า...
หากรักใคร ขอให้รัก เพียงแค่ครึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง ของหัวใจ เก็บไว้ฝัน หากวันใด ถูกสลัด ตัดสัมพันธ์ เอาครึ่งนั้น มาทดแทน แทนที่ใจ