วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

โรครำคาญ

คงจะแปลกและแปร่งกับคำว่า ความเปล่า ผมหมายความตามนั้นจริงๆ คือ ไม่ใช่ความว่างเปล่า และไม่ใช่ความเปล่าเปลี่ยว เป็นความเปล่าจริงๆ
ผมรู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง เธออายุเฉียด 40 แต่ยังสวย แต่งกายดีมีรสนิยม เธอดูแลรูปร่างและผิวพรรณได้ดีมาก ฐานะก็ดี การศึกษาดีเคยผ่านต่างประเทศ และมีสามีรวย แถมเอาใจเธอด้วย หาไม่ได้ง่ายๆ หรอก เธอมีลูก 2 คน ส่งไปเรียนเมืองนอกทั้งคู่ เธอมาปรึกษาผมด้วยความรู้สึกรำคาญที่ตัวเองปล่อยเวลาไปวันหนึ่งๆ รู้สึกว่าไม่ค่อยมีค่านัก
เธอเคยทำงานประจำ ขณะนี้ไม่ทำแล้วเพราะต้องคอยดูแลบ้านที่กว้างใหญ่ และไปงานสังคมกับสามีบ้าง ใครๆ ก็คิดว่าเธอสบายและมีความสุข แต่เธอไม่สุขและไม่สบาย เธอรู้สึกว่าตัวเองลดความมั่นใจตัวเองลงเรื่อยๆ เวลาพบใครๆ ก็ไม่อยากคุยด้วย เธอบอกว่าไม่มีเรื่องจะคุยกับใครๆ เขา รู้สึกเก้อๆ เขินๆ อายๆ ชอบกล ทั้งๆ ที่มาดของเธอนั้นออกจะเปรี้ยวและดูว่าไม่น่าอายเลย แต่เธอรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ
ความไม่มั่นใจตัวเองมีมากขึ้น ทำให้เกิดความระแวงว่าคงไม่มีใครอยากคบเธอ เพื่อนจึงน้อยลงๆ เธอเริ่มมองเห็นความน่าเบื่อของตนมากขึ้น พร้อมๆ กับมองเห็นความน่าเบื่อของเพื่อนมากขึ้น เธอคิดวนๆ เวียนๆ เกี่ยวกับตัวเองและความเปล่าประโยชน์ของตัวเอง จนกลายเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ มีความวิตกกังวลมากขึ้น ขีดจำกัดของความอดทนต่อความผิดปกติทั้งของสถานที่และเพื่อนมนุษย์ดูๆ จะลดน้อยลง คือเธอจะทนคนอื่นไม่ค่อยได้ ขี้รำคาญ หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย เวลาผ่านสถานที่ที่ไม่ถูกตา ไม่ถูกกลิ่น ก็ทนไม่ได้ รำคาญมากขึ้น หงุดหงิดมากขึ้น
เธอเริ่มมีอาการจิต-สรีระแปรปรวน (Psycho Somatic Disorders) ร่วมด้วย เช่น ปวดหัวบ่อยๆ ปวดท้อง กระเพาะอาหารเกร็ง ปัสสาวะบ่อยๆ และที่สำคัญคือ ไม่มีความสุข รำคาญตัวเอง รำคาญสิ่งแวดล้อม เธอบอกว่าไม่รู้จะหนีไปอยู่ที่ไหนเหมือนกัน เธอเคยไปอยู่ต่างประเทศมาหลายครั้งและหลายประเทศแล้ว แต่ก็ยังไม่ช่วยให้ดีขึ้น เธอมีประวัติครอบครัวมาจากครอบครัวที่พ่อดุ เจ้าอารมณ์ และแม่ขี้บ่น พี่น้องไม่ใกล้ชิดกัน มนุษย์สัมพันธ์จึงไม่ค่อยดี แต่อาศัยที่เธอมีความสวยและมีรสนิยม แต่งกายดี จึงมีคนมาจีบ หรือมาสร้างมนุษยสัมพันธ์กับเธออยู่เรื่อยๆ ซึ่งเธอก็ให้บ้าง ไม่ให้บ้าง ตามแต่ใจ ทุกวันนี้จริงๆ แล้วเธอก็ไม่รักใครมากๆ หรอก แต่ก็ไม่เกลียดใครมากๆ เช่นกัน เป็นแค่รำคาญ เธอบอกว่าเธอเป็นโรคขี้รำคาญ ซึ่งก็คงจะจริง เพราะเธอรำคาญทั้งคนอื่นและตัวเอง
ผมถามว่าเธอมีสิ่งใดในชีวิตที่พอใจและภูมิใจบ้าง เธอบอกว่าไม่มีหรอก เธอรู้สึกเฉยๆ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ผมพยายามจะให้เธอนึกถึงความพอใจและความภูมิใจตัวเองบ้าง แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อย เธอก็บอกว่าไม่มีหรอก เพราะทุกอย่างที่เธอมีหรือเป็นอยู่ แม้จะมีใครๆ บอกว่าเป็นสิ่งดีๆ แล้ว เธอก็ยังบอกว่าธรรมดาๆ เฉยๆ ไม่รู้สึกอะไร ผมแนะนำให้เธอลดตัวลง ถ่อมใจลงบ้าง เพื่อจะได้มองเห็นจุดภูมิใจของตัวเองได้บ้าง จะได้ลดความรำคาญตัวเองได้บ้าง อย่าคาดหวังว่าถ้าเป็นความภูมิใจแล้วจะต้องทำกิจกรรมใหญ่ๆ ได้สำเร็จจึงจะภูมิใจ เธอบอกว่าเธอก็ถ่อมตัวอยู่แล้ว จนมองอะไรๆ เป็นธรรมดาๆ หรือเฉยๆ ไปหมด ผมบอกว่าเธอไม่ค่อยถ่อมตัวหรอก แต่เธอหยิ่งหรือยกตัวต่างหาก เพราะเธอมองข้ามจุดดีๆ ของชีวิตไปหมด ไม่เกิดความซาบซึ้งในการจะมีชีวิตอยู่ขาด Life Appreciation ไม่มีมุมมองที่นับถือตัวเอง ไม่มีมุมมองชีวิตที่ภูมิใจตัวเอง ทำให้ขาดศรัทธาตัวเอง ขาดความหวังที่ดีๆ ต่อชีวิต ขาดพลังและกำลังใจในการดำเนินชีวิต ขาดแรงบันดาลใจที่จะคิดทำสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจในชีวิตประจำวัน ขาดความตื่นเต้น (Excitement) ในชีวิต และที่เธอบอกว่า เธอรู้สึกเฉยๆ นั้นไม่จริงหรอก แต่เธอรู้สึก "รำคาญ" ชีวิตต่างหาก ชีวิตจึง เหงา หงอย เปล่า และเปลี่ยว ไม่สนุก ไม่ร่าเริง ไม่เบิกบาน ไม่สดชื่น และไม่สร้างสรรค์
ผมไม่เชื่อว่ามนุษย์จะรู้สึก "เฉยๆ" ต่อสิ่งต่างๆ ได้ง่ายๆ หรอก มนุษย์มีอารมณ์ มีความรู้สึก มีความคิด สิ่งต่างๆ ที่กระทบตัวเองจะทำให้เกิดความรู้สึกและความคิดได้หลากหลายแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มักแปรเป็นความรู้สึกชอบและไม่ชอบ การจะทำให้ความรู้สึก "เฉยๆ" ได้นั้นต้องใช้เทคนิคการทำสมาธิ (Caim Meditation) หรือทำสูงกว่านั้นก็คือ วิปัสสนากรรมฐาน (Insight Meditation) ซึ่งต้องมีทั้งการฝืนและฝึกอย่างแรง ทั้งทางด้านความคิด สติ และปัญญา จึงรู้สึกเฉยๆ ได้จริงๆ คือเกิดการปล่อยวางได้ แนวโน้มจะไปนิพพานจะได้มีมากขึ้น คนธรรมดาๆ จึงรู้สึกเฉยๆ ได้ยาก คนที่พูดว่ารู้สึกเฉยๆ บ่อยๆ นั้น จึงมักเป็นคนหยิ่ง, ยกตัว, เกร็ง, ไม่รับความจริง หรือเป็นคนที่อยู่ในอารมณ์ซึมเศร้ามากๆ จึงมีความรำคาญความรู้สึกและอยากปฏิเสธความรู้สึก แต่ไม่ใช่รู้สึกหรือรู้สึกเฉยๆ จริงๆ หรอก ซึ่งผมขอเรียกภาวะของความรู้สึกนั้นว่าเป็นความเปล่า คนที่มี "ความเปล่า" อยู่ในตัวบ่อยๆ นี้ไม่ใช่ของดีหรอก เปรียบเสมือนมีตัวมอดที่กัดกินเยื่อไม้ หรือชีวิตของคนเราอยู่ ชีวิตจะขาดความกระชุ่มกระชวยไม่สร้างสรรค์ วิธีจะลดความเปล่าลงได้ต้องลดความหยิ่งลง ลดการคาดหวังลง มองหาความภาคภูมิใจในชีวิตตัวเองให้ได้ จะได้เกิดมุมมองชีวิตที่นับถือตัวเองได้ จะได้เกิดพลังที่จะดำเนินชีวิตต่อไปตามปกติและสร้างสรรค์ แม้คนภายนอกเขาจะมองว่าคุณมีความพร้อมมากมายเพียงใด แต่ถ้ามี "ความเปล่า" ในจิตใจบ่อยๆ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับความเหงาหงอย เปล่าเปลี่ยว และทีสำคัญ… คุณจะรู้สึกรำคาญชีวิต ทั้งของตนเองและสิ่งอื่นๆ ได้มากกว่าคนทั่วไป
วิธีการช่วยเหลือทางจิตเวชคงจะช่วยได้บ้าง แต่ต้องหมายความว่าคุณต้อง "อยาก" จะช่วยตัวเองด้วยนะครับ

โรคประสาท

ในบรรดาผู้ทุกข์ที่มาปรึกษาผมที่คลินิก ดูๆ แล้วจะมีผู้ทุกข์ที่เป็นโรคประสาทมากที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น สตรีสาวสวยคนหนึ่ง มีการศึกษาดี มาปรึกษาด้วยอาการขาดความมั่นใจตัวเอง คิดมา เพราะเห็นแฟนมีความก้าวหน้ามากกว่าตน กลัวว่าเขาจะไปชอบคนอื่น กลัวว่าตนจะถูกทอดทิ้ง ต้องให้แฟนโทรศัพท์มาหาบ่อยๆ ถ้าเขาไม่โทรมาหาก็จะกังวลและรอคอยจนเป็นทุกข์ เวลาพบกันก็อยากให้เขาเอาใจ เขาทำงานดึกดื่นก็ต้องให้เขาขับรถมาหา และมีความสัมพันธ์ทางเพศกันแล้วจึงจะให้กลับไปได้ ถ้าแฟนไม่มาหาก็ไม่สบายใจ มีความทุกข์มาก
ในช่วงที่มีเซ็กซ์ก็ไม่ได้มีความสุข เมื่อเสร็จสิ้นแล้วก็กังวลว่าตัวเองทำผิดไปหรือเปล่า กลัวเขาจะรำคาญและไม่รักจริง
อีกคนหนึ่งเป็นชายวัย 30 เศษ มีการศึกษาและการงานดี มีความทุกข์ในเวลาที่เห็นศาลพระภูมิแล้วจะกังวลและกลัวมาก เวลาไปเยี่ยมเพื่อนหรือไปตามที่ทำงานต่างๆ พอเห็นศาลพระภูมิพาลจะเป็นลม หน้าซีด ใจสั่น หมดแรง นี่เป็นความวิตกกังวล กลายเป็นโรคประสาทชนิดหวาดกลัว เพราะในจิตใต้สำนึกจะกลัวพ่อมาก ถูกเลี้ยงดูมาให้กลัว หรือพ่อก้าวร้าว ดุมาก ลูกชายจึงกลัวพ่อแล้วย้ายความกลัวนั้นมาที่ศาลพระภูมิ ซึ่งเป็นตัวแทนของพ่อ จึงทำให้เขาหวาดกลัวศาลพระภูมิมาก
บางรายเป็นสตรีที่กังวลและกลัวกระบอกปืนมาก บางรายกังวลมากเมื่อเห็นไส้กรอก เนื่องมาจากสิ่งดังกล่าวเป็นตัวแทนของอวัยวะเพศชาย เนื่องจากเธอมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ และอวัยวะเพศชายตลอดมา เธอจึงย้ายความกลัวนั้นไปสู่วัตถุที่เป็นตัวแทนของอวัยวะเพศชายแทน เช่น กระบอกปืน ไส้กรอก หรืองู ซึ่งถือว่าเป็นโรคประสาทชนิดหวาดกลัว (Phobic Neurosis) ได้
โรคประสาทนี้เกิดได้มากในหมู่คน เป็นความผิดปกติทางจิตที่ไม่รุนแรงเท่าโรคจิต (โรคบ้า) ผู้ทุกข์ยังรู้จักตนเองดี ยังรู้ว่าทุกข์ ยังแสวงหาผู้ช่วยเหลือ ยังรับรู้ความจริง (Reality) ได้ ยังเป็นที่ยอมรับของสังคมได้
โรคประสาทเกิดจากการปรับอารมณ์และความคิดได้อย่างไม่เหมาะสม เมื่อเกิดความขัดแย้งในใจ อาการที่พบได้บ่อยๆ เช่น วิตกกังวลมากเกินไป หวาดกลัวอย่างไม่สมเหตุสมผล ซึมเศร้ามาก ย้ำคิดย้ำทำ ขาดความสุข ฯลฯ

สาเหตุของโรคประสาท
เชื่อว่าเกิดได้จากสาเหตุดังนี้
1. มีบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสม มีแนวโน้มที่จะปรับตัวได้ยากเมื่อเกิดปัญหา ความกดดัน ความขัดแย้ง มาจากการเลี้ยงดูตั้งแต่วัยเด็ก และประสบการณ์ที่ไม่เหมาะสมตั้งแต่วัยเด็ก เช่น
คนที่ชอบเป็นคนสมบูรณ์แบบ มักจะเป็นโรคประสาทชนิดย้ำคิดย้ำทำ
คนที่เรียกร้องความรักและความสนใจมาก มักเป็นโรคประสาทชนิดฮีสทีเรีย
คนที่คิดถึงตัวเองในแง่ปมด้อย มักจะเป็นโรคประสาทชนิดซึมเศร้า
คนที่มีความคาดหวังสูงเกินความเป็นจริง มักจะเป็นโรคประสาทชนิดวิตกกังวล
คนที่ถูกเลี้ยงดูมาให้มีความหวาดกลัวพ่อแม่มากๆ มักจะเป็นโรคประสาทชนิดหวาดกลัว ฯลฯ
2. จากประสบการณ์ที่ไม่ดีในชีวิต ทำให้เกิดเป็นรอยจารึก ที่ไม่ดี เกิดความฝังใจและเป็นความทุกข์ต่อไป เช่น ถ้าถูกทอดทิ้งโดยคนรัก อกหัก จะฝังใจต่อภาวะอกหัก และกลัวการมีแฟน จะเครียดได้ง่าย เมื่อต้องอยู่กับคนต่างเพศ หรือถ้าเด็กๆ เคยถูกเพื่อนล้อเลียนลักษณะด้อยบางอย่าง จะฝังใจและกังวลกลัวการถูกล้อเลียนได้ การที่มีความคับข้องใจและหาทางออกแบบไม่เหมาะสมนี้ จะทำให้กลายเป็นนิสัยที่ไม่ดีได้ เช่น กังวลมาก กลัวมาก
3. จากกรรมพันธุ์ และสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ถ้ามีคนที่เป็นโรคประสาทอยู่ใกล้ตัว จะทำให้เป็นโรคประสาทได้ง่ายขึ้น

ชนิดของโรคประสาท
แบ่งได้เป็นหลายๆ อย่างดังนี้
1. โรคประสาทชนิดกังวล (Anxiety Neurosis) จะมีความกังวลมากกว่าปกติ มีความตึงเครียดมาก
2. โรคประสาทฮิสทีเรีย (Hysterical Neurosis) เป็นลักษณะของความวิตกกังวลที่เปลี่ยนไปเป็นความเจ็บป่วยพิการทางกาย เช่น ชักโดยไม่มีสาเหตุ หรือเป็นอัมพาตโดยไม่มีสาเหตุ หรืออาจจะเปลี่ยนจากความวิตกกังวลกลายเป็นคนมีผีเข้าเจ้าสิงก็ได้
3. โรคประสาทชนิดหวาดกลัว (Phobic Neurosis) จะมีความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว เช่น กลัวความสูง กลัวสัตว์บางชนิด กลัวฝูงคน ฯลฯ
4. โรคประสาทชนิดย้ำคิดย้ำทำ (Obscessive Compulsive Neurosis) ชอบคิดซ้ำๆ ทำซ้ำๆ เช่น คิดว่ามือสกปรกต้องล้างมือบ่อยๆ หรือเช็คดูความเรียบร้อยของกลอนประตูหน้าต่างบ่อยๆ จนเป็นทุกข์ เป็นต้น
5. โรคประสาทชนิดซึมเศร้า (Depressive Neurosis) จะมีความซึมเศร้ามากกว่าปกติ โดยเฉพาะเวลาสูญเสียสิ่งรัก
6. โรคประสาทที่คิดว่าตัวเองด้อยความเป็นคนลงไป (Depersonalization) เช่น คิดว่าตนเองมีแขน ขา สั้นลงๆ หรือมีขนาดร่างกายเล็กลงๆ
7. โรคประสาทชนิดอ่อนเพลียง่าย (Neurasthenia) พวกนี้มักรู้สึกอ่อนเพลียง่ายหงุดหงิด ปวดหัว ซึมเศร้า ขาดสมาธิ รู้สึกสุขภาพไม่ดี หมดกำลังใจลงเรื่อยๆ
8. โรคประสาทแบบหมกมุ่นกับสุขภาพมากไป (Hypochondriasis) ผู้ป่วยจะมีอาการหมกมุ่น และย้ำคิดย้ำทำเกี่ยวกับสุขภาพหรือสุขภาพจิตมากไป และมีอาการทางร่างกายร่วมไปด้วยโดยหาเหตุผลไม่ได้ พวกนี้มีลักษณะรักตนเองมากเกินปกติ จะนึกถึงตนเองและร่างกายตนเองมากเกินไป จะรู้สึกป่วยในขณะที่คนอื่นไม่รู้สึกอะไร มักเป็นคนเจ้าระเบียบ ระแวงสงสัย ไม่แน่ใจสิ่งแวดล้อม อาจมีประสบการณ์พบเห็นคนในครอบครัวเจ็บป่วย ตนเองมีความกดดันทางจิตและสังคม จึงคอยนึกว่าตนเองจะเจ็บป่วยไปด้วย มักไปหาแพทย์เพื่อตรวจโรคที่ตนมีอาการ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติ คนไข้ไม่พอใจหมอ บางรายโต้เถียงเป็นเรื่องราวกันก็มี หาว่าแพทย์ตรวจไม่ดี บริการไม่ดี ความเจ็บป่วยที่คิดไปเองเหล่านี้ จะทำความรำคาญให้คนใกล้ชิดด้วย ผู้ป่วยมักจะวิตกกังวลคละเศร้าอยู่เสมอ
การรักษาโรคประสาทนั้นต้องอาศัยการใช้ยา การใช้จิตบำบัดและพฤติกรรมบำบัด บางรายก็หายได้ง่าย บางรายก็หายได้ยาก โดยเฉพาะพวกที่ต่อต้านหรือไม่ให้ความร่วมมือ
โรคประสาทนี้เป็นกันมากในสังคม และจะเป็นกันมากขึ้นๆ ลองๆ เหลียวดูรอบๆ ตัวเองซิว่ามีคนเป็นโรคประสาทกี่คนแล้ว และตัวเองเป็นด้วยหรือเปล่า ?

โรคติดต่อทางอารมณ์

คุณทราบหรือไม่ว่า อารมณ์ของคนเรานั้นเป็นสิ่งที่ติดต่อกันได้ คุณอาจจะเคยได้ยิน แต่โรคที่ติดต่อทางกาย เช่น หวัด วัณโรค หรืออหิวาตกโรค แต่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินว่า อารมณ์ของคนเราก็ติดต่อกันได้เช่นกัน โดยเฉพาะอารมณ์ร้ายหรืออารมณ์ที่มีพิษ มักจะแพร่ขยายได้เร็ว บางทีอาจเร็วยิ่งกว่าเชื้อโรคทางกายเสียอีก และที่ร้ายกว่านั่นก็คือ การแพร่ขยายของอารมณ์ที่ไม่ดีทั้งหลายสามารถส่งผ่านจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง โดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้จักกันยังได้เลย ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ก็ได้ สมมุติว่าคุณกำลังรถติดอยู่ พอเห็นสัญญาณไฟเขียวแค่วินาทีแรก รถคันหลังก็เกิดอาการประสาทบีบแตรเร่ง ทั้งๆ ที่คุณก็ไม่ได้ช้าอะไรเลย คุณย่อมรู้สึกโกรธ ต่อมแอดรีนาลีนของคุณเริ่มทำปริกิริยาตอบโต้ คุณเข้าเกียร์อย่างแรง กระแทกคันเร่ง รถคุณพึ่งปราดออกไปปาดหน้ารถคันหน้าทำให้เกือบจะชนกัน เจ้าของคนคันหน้าด่าคุณโขมงโฉงเฉง เมื่อกลับถึงบ้านความโกรธที่ยังไม่หายไป ทำให้คุณไประบายออกด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ และคำพูดที่แสดงความก้าวร้าวเอากับภรรยาและลูกๆ ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย ฯลฯ นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆ ที่แสดงให้เห็นว่า อารมณ์ที่เป็นพิษเมื่อเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่งแล้ว มักจะมีการแพร่ขยายเป็นโรคติดต่อไปสู่ผู้อื่นได้อย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรารู้จักคนที่มีพิษ คนที่มักเป็นเจ้าของอารมณ์บูดทั้งหลาย หากเราไปอยู่ใกล้ เช่น ต้องทำงานร่วมกับเขา หรือต้องอยู่บ้านเดียวกันละก็ รับรองได้เลยว่าชีวิตคุณคงจะตกที่นั่งไม่ใคร่มีความสุขนัก เพราะแค่ได้ยินเสียงรองเท้ากระทบพื้น ก็มีอิทธิพลทำให้คุณรู้สึกหนาวๆ ร้อนๆ ได้ไม่ยากเลย ทั้งนี้เพราะมนุษย์เราสามารถรับสื่อที่เป็นคล้ายพลังงานทางอารมณ์ทั้งร้อนและเย็นจากผู้อื่นได้ง่ายมาก และเราก็มักจะได้ผลกระทบจากพลังงานเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับจิตสำนึกหรือจิตใต้สำนึกก็ตาม ลองสังเกตดูก็ได้ว่า บางครั้งเราไปกราบพระที่ท่านมีธรรมมะระดับสูงๆ เพียงแค่เห็นหน้าของท่าน เราก็จะรับรู้ถึงกระแสแห่งความเย็นที่มากระทบจิตของเรา บางครั้งทำให้จิตที่รุ่มร้อนของเราคลายลง ได้อย่างประหลาด ในทางกลับกัน คนบางคนเป็นคนร้อน อยู่ใกล้หรือไกลก็จะรู้สึกอึดอัด ทั้งๆ ที่เขาอาจจะยังไม่ทันได้พูดอะไรกับเราเลยก็ได้ นอกจากนี้ คุณคงเคยดูโทรทัศน์ที่เป็นภาพยนต์ตลก และผู้สร้างจะปล่อยเสียงหัวเราะ ของผู้ดูรายการให้ดังเข้ามาในการแสดงด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะเสียงหัวเราะเป็นการติดต่อทางอารมณ์ได้ง่ายที่สุด เช่น ถ้าในห้องมีใครคนหนึ่งเริ่มต้นหัวเราะ จะมีคนอื่นๆ หัวเราะตามไปด้วยหมด (ดังนั้นผู้เขียนคิดว่า ถ้าท่านพูดอะไรที่ไม่แน่ใจว่าจะตลกหรือไม่ แต่ให้มีหน้าม้าทำหน้าที่หัวเราะไว้ก่อน สักประเดี๋ยวเดียวก็จะเห็นว่า ทุกคนในห้องร่วมหัวเราะไปกับท่านด้วย) ถ้าเป็นเรื่องของ "อารมณ์ในทางสร้างสรรค์" การระบาด หรือติดต่อทางอารมณ์ดูจะเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราคิดว่า ถ้ามนุษย์เรามีความรู้สึกร่วมในอารมณ์กับผู้อื่นได้ จะช่วยทำให้สังคมของเรา มีการเข้าใจกันมากขึ้น เพราะคนในสังคมรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา รับรู้ความรู้สึกทางจิตใจของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เช่น ถ้าเขาเศร้า เสียใจ หรือดีใจ เราก็เศร้าหรือดีใจไปกับเขา ถ้าเป็นเพื่อความเข้าใจของมนุษย์ ก็เป็นสิ่งที่ควรพยายามทำให้เกิดมากขึ้น แต่ทุกอย่างย่อมต้องการความพอดี หรือทางสายกลางตามแบบพุทธศาสนา แม้ว่าการเอาใจเขา มาใส่ใจเราจะเป็นสิ่งที่ดีก็ตาม แต่ถ้าเราทำจนเกินพอดี เช่น นำตัวเราเข้าไปรู้สึกเหมือนเขา 100% ก็คงจะไม่เป็นการดีนัก เพราะจะทำให้เราขาดความเป็นกลาง สมมุติว่า คนรักของเราไม่ชอบหัวหน้างานของเรา และเราก็ทำตัว "พลอย" เกลียดตาม ทั้งๆ ที่เราไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาเลย การพลอยเกลียด พลอยรัก พลอยแค้น ฯลฯ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีนัก ถ้าเช่นนี้ แสดงว่าเราเอาใจเราเข้าไปเกี่ยวข้องมากเกินพอดี และอะไรที่เกินพอดี ก็มักจะไม่ใคร่ดีนัก แต่ลักษณะเช่นนี้มักจะมีในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย บางทีเราจะพบว่า แม่ยายจะโกรธลูกเขยแทนลูกสาว เมื่อลูกสาวมาฟ้องเรื่องลูกเขย และบ่อยครั้งที่ลูกเขยและลูกสาว เขาดีกันเรียบร้อยแล้ว แต่คุณแม่ยายก็ยังหงุดหงิดกับลูกเขยอยู่ก็มี
นอกจากการติดต่อกันทางอารมณ์แล้ว นักจิตวิทยายังพบว่า บางคนสามารถเปลี่ยนสภาพการขัดแย้งทางจิตใจ ให้ออกมาเป็นอาการทางร่างกายได้อีกต่างหาก
ดังกรณีของ สมสวาท เธอไม่ใคร่ถูกกับหัวหน้างานของเธอเท่าไร ในช่วงที่เธอต้องทำงานใกล้ชิดกับเขา เธอจะมีอาการปวดศีรษะ (ไมเกรน) เป็นประจำ แต่เมื่อเธออยู่ห่างจากหัวหน้า อาการของเธอก็จะทุเลาลง เป็นต้น คนที่อยู่ใกล้ชิดกันไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ลูก หรือสามีภรรยา ยิ่งจะมีอาการของ "โรคติดต่อทางอารมณ์" ที่สังเกตเห็นได้ง่าย เช่น ถ้าสามีกลับบ้านและมีอารมณ์ที่ซึมเศร้าไม่พูดไม่จา และมีปัญหากับที่ทำงาน รับรองภายในไม่กี่ชั่วโมง ภรรยาก็จะได้รับอานิสงส์ของความหงุดหงิดนี้ไม่ต่างจากสามี บางทีอาจจะยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำไป ถ้าเธอเป็นคนคิดมาก เธออาจจะนอนไม่หลับ มีปัญหาต่อเนื่องไปอีกหลายอย่างก็ได้

ทำไมคนเราจึงมีการ "ติดต่อทางอารมณ์" กันได้ง่ายนัก
จริงๆ แล้ว ถ้าเราถามคนร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครอยากติดโรคนี้ แต่ทำไมเราจึงติดได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน คำตอบก็คือ มนุษย์เราโดยเฉพาะผู้หญิง มักเป็นเพศที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึก และอารมณ์มากเป็นพิเศษ ใครมาแสดงออกในอารมณ์ใดที่ใกล้ตัวเรา เราก็มักจะรับเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์เราได้ง่าย ทั้งอารมณ์ดีและอารมณ์ร้าย ดังนั้นถ้าให้เราปิดกั้น ไม่ให้รับอารมณ์ร้ายของผู้อื่นเข้ามาในระบบของเราโดยอัตโนมัติ อารมณ์ดีก็จะถูกปิดกั้นด้วยเช่นกัน เราก็จะกลายเป็นคนที่อาจจะถูกมองว่า "ใจดำ ใจแข็ง ขาดความรู้สึก" ไปได้ ลองคิดดูง่ายๆ ก็ได้ว่า ถ้าใครมาปรับทุกข์อะไรกับเรา แล้วเราไม่แสดงความรู้สึกนึกคิดหรือทีท่าเห็นอกเห็นใจเขาเลย เขาคงคิดว่า เราเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ ไม่ใส่ใจเขาบ้าง กล่าวโดยสรุปก็คือ การแสดงความไม่รู้ร้อนรู้หนาวเลยนั้น ก็คงจะทำให้คนที่อยู่ด้วย เกิดความรู้สึกไม่ชอบใจเช่นกัน ดังนั้น ความพอดีในการแสดงออกเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่จะอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสามี ภรรยา พ่อ แม่ ลูก หรือเพื่อนที่ทำงาน เป็นต้น นักจิตวิทยามีความเชื่อว่า คนเราทุกคนไม่ได้มีการรับ "โรคติดต่อทางอารมณ์" ในระดับเดียวกัน คนบางคนจะรับบางเรื่องง่ายกว่าเรื่องอื่น ตัวอย่างเช่น มลวิภา เธอเล่าว่าทุกครั้งที่เธอเห็นแม่เอ็ดลูก เธอจะกลับบ้านด้วยความรู้สึกหดหู่และเศร้าไปกับเด็กที่โดนแม่เอ็ดเสมอ เมื่อคุยกับเธอมากขึ้นก็ได้ความว่า การเห็นแม่เอ็ดลูกทำให้เธอนึกถึงความหลังครั้งที่เธอเป็นเด็กแล้วถูกแม่ดุเป็นประจำ เธอยังจำความเจ็บปวดนั้นได้ดี ความรู้สึกร่วมของมลวิภา อาจไม่ใช่ความรู้สึกร่วมของคนอื่นๆ ในระดับเดียวกันเลยก็ได้ ทั้งนี้เพราะเราทุกคนมีประสบการณ์ที่เป็นจุดอ่อนของชีวิตต่างกัน แต่สิ่งที่ต้องการย้ำให้เห็นก็คือ การติดต่อหรือระบาดทางอารมณ์ หลายครั้งมักมาจากอารมณ์ที่ยังคั่งค้างของบุคคลที่มีกับครอบครัวเดิมนั่นเอง

อารมณ์ใดเป็นอารมณ์ที่ติดต่อง่ายที่สุด
สำหรับผู้หญิง อารมณ์ที่มักจะพบบ่อยและติดต่อกันได้ง่ายที่สุดก็คือ อารมณ์ซึมเศร้า เซ็ง เบื่อหน่าย สมมุติว่าเพื่อนของคุณมาเอาคุณเป็นที่ระบายอารมณ์เศร้าของเธอสักชั่วโมงหรือ 2 ชั่วโมง รับรองว่าหลังจากพูดกับเขาแล้วคุณมักจะรู้สึกเศร้าตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ และถ้าเขาเผอิญเป็นเพื่อนที่ทำงาน เจอหน้าคุณครั้งใดก็จะเล่าแต่เรื่องชีวิตรันทดของเขาให้คุณฟังอยู่เสมอ คุณก็คงจะเซ็งไปกับเขาด้วยเป็นแน่ เผลอๆ ก็ไม่อยากเจอเขา หลบได้เป็นหลบ ไม่ใช่เพราะคุณไม่แคร์ แต่คุณเหนื่อยที่จะต้องมารับฟัง เรื่องของเขาที่คุณไม่สามารถทำอะไรได้ต่างหาก วิธีหนึ่งที่คุณอาจจะแก้ไขได้โดยไม่เสียเพื่อนไปก็คือ เวลาที่คุณฟังเรื่องของเขา อย่าพยายามเอาตัวคุณ เข้าไปใส่เป็นตัวละครในชีวิตของเขา ให้ฟังโดยมีใจเป็นกลาง ให้นึกภาพเป็นผู้สังเกตการณ์มากกว่าผู้แสดงเอง แต่นี้คุณก็สามารถเปิดใจรับฟังได้ ตัวอย่างเช่น หากเพื่อนมาเล่าถึงความเห็นแก่ตัวของเพื่อนร่วมงานของเธอ ที่มักจะใช้เธอทำธุระ เรื่องส่วนตัวให้เขา ทำให้เพื่อนของคุณไม่สบายใจแต่ไม่กล้าบอกปฏิเสธไป ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบมีอารมณ์ร่วมมากๆ คุณอาจจะหงุดหงิดแทนเธอหรือมากกว่าเธอเสียอีก ผลก็คือ คุณจะหงุดหงิดมากกว่าเพื่อนคุณถึง 2 เท่า แต่ถ้าคุณฟังไป และรับรู้อารมณ์ว่าเพื่อนของคุณไม่สบายใจ แต่เขาก็ยังไม่มีความกล้าที่จะปฏิเสธผู้อื่นได้ คุณก็คงไม่หงุดหงิดร่วมไปกับเพื่อนของคุณอย่างแน่นอน เมื่อใครก็ตามมาเล่าเรื่องอะไรของเขาให้คุณฟัง ก่อนที่จะรับเข้ามาหงุดหงิด โกรธ หรือเสียใจไปกับเขา ให้ถามตัวเองเสมอว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาของใคร ถ้าไม่ใช่เรื่องใช่ราวของคุณเลย ก็ให้ฟังเฉยๆ อย่าเข้าไปมีบทบาท เป็นผู้ร่วมแสดงกับเขาด้วย
ถ้าเผอิญคุณมีเพื่อนที่ชอบเอาคุณเป็นที่ปรึกษาหัวใจ หรือปัญหาอื่นใดก็ตามให้รับฟังเฉยๆ อย่าไปแสดงออกเป็นนักจิตวิทยาโดยการแนะนำนั่นนี่เป็นอันขาด เพราะบ่อยครั้งเราพบว่า คนเราต้องการความเห็นใจมากกว่าคำแนะนำ และเขาไม่เชื่อแล้วไปให้คำแนะนำเข้า คุณจะพบว่า เขาก็ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของคุณเลย ไม่ว่าคุณจะบอกเขากี่ครั้งกี่หนก็ตาม และคุณก็จะเสียอารมณ์ หงุดหงิดเปล่าๆ ทางออกประการหนึ่งของการช่วยเหลือเพื่อนที่มีทุกข์ หลังจากรับฟังเรื่องที่คล้ายกับทศนิยม ไม่รู้จบของเขาก็คือ ชักชวนให้เขาทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ไปเดินเล่น ช็อปปิ้ง เล่นกีฬา หรือแม้กระทั่งไปทำบุญเข้าวัดเข้าวา จิตใจจะได้สบาย แต่การทำกิจกรรมนั้น ควรเป็นกิจกรรมที่เพื่อนชอบหรือทำได้ อย่าชวนเขาไปเพราะเป็นสิ่งที่คุณชอบ

คุณทราบหรือไม่ว่า การเปลี่ยนแปลงของคนเรานั้นทำได้ 3 ทางคือ
ทางความคิด ทางความรู้สึก และทางพฤติกรรม การเปลี่ยนทางหนึ่ง จะกระทบทางอื่นๆ เสมอ เช่น ถ้าเพื่อนของคุณมีความรู้สึกเศร้าหดหู่ใจ หรือเซ็งกับชีวิต เขาอาจจะมีพฤติกรรม ที่นั่งสงสารตัวเองอยู่กับบ้าน หรือคิดฟุ้งซ่านอยากทำร้ายตัวเอง เป็นต้น
แม้ว่าคุณจะทำให้เพื่อนของคุณคลายจากความรู้สึกเบื่อหน่าย เจ็บปวด เศร้าก็ตาม แต่การให้เขาออกไปข้างนอกมีกิจกรรมต่างๆ ก็เท่ากับคุณพยายามช่วยให้พฤติกรรมของเขาเปลี่ยน และเมื่อพฤติกรรมของคนเราเปลี่ยน เช่น เขายอมไปเที่ยวเล่นกับคุณ การออกไปเจอสิ่งใหม่ๆ ย่อมทำให้เขาหลุดออกมาจากอารมณ์เศร้าที่เขากำลังเผชิญอยู่ไม่มากก็น้อย แต่สมมุติว่า คุณได้พยายามทุกวิถีทางแล้ว เพื่อนของคุณก็ไม่ยอมทำอะไรตามคำชักชวนของคุณสักอย่าง คุณก็ไม่ต้องรู้สึกผิดว่า คุณช่วยเขาไม่ได้ ให้บอกตัวเองว่า คุณได้พยายามทำทุกวิถีทางแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ดังนั้น จึงไม่ใช่ความผิดพลาดของคุณอีกต่อไป เพื่อนของคุณได้ตัดสินใจที่จะไม่ยอมรับความช่วยเหลือ และเขาก็ไม่ช่วยตัวเขาเอง ส่วนคุณก็หมดหน้าที่แล้ว อย่าให้การตัดสินใจของเพื่อนมาทำให้คุณรู้สึกไม่ดี กับตัวเองเป็นอันขาด และอย่าให้ปัญหาของเพื่อนมารบกวนจิตใจของคุณ พูดง่ายๆ ก็คือ อย่าพยายามแบกความทุกข์ของคนอื่นไว้ในตัวคุณ เพราะลำพังแค่ความทุกข์ของตัวเราก็แย่มากพออยู่แล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่มีความรู้สึกอ่อนไหวง่าย คล้ายต้นไมยราบที่พอโดนลมพัดสักนิดก็หวั่นไหวเสียแล้ว คุณก็ยิ่งต้องระวังเมื่อไปเข้าใกล้คนที่มีอารมณ์ที่จะติดต่อคุณได้ง่าย เพราะคุณจะรับเข้ามาโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้ คนประเภทนี้ทางจิตวิทยากล่าวว่าเป็นผู้ที่มีขอบเขตหรือตัวตน (BOUNDARY) ไม่ชัดจน คือไม่รู้ว่า เรื่องใดเป็นเรื่องของเรา และเรื่องใดเป็นทุกข์ของชาวบ้าน กล่าวง่ายๆ คือ เป็นพวกที่แยกแยะ ความเป็นตัวตนไม่ออก ฟังเรื่องของใครก็เก็บมาทุกข์ร้อนได้อย่างหมดจด บางทีเป็นทุกข์ "แทน" เจ้าทุกข์ตัวจริงเสียอีก มีลักษณะคล้ายเด็กๆ ที่ยังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือเราคือเขา อะไรคือสิ่งแวดล้อม BOUNDARY ของเขาจะปะปนกันไปหมด เด็กเล็กๆ ที่เกิดมาทุกคนมีสภาพที่ยังไม่รู้ขัดว่า ตัวตนของเขาคือใคร เมื่อเขาเห็นแม่ในสายตาเขา จะรู้ว่าแม่อยู่ แต่เมื่อแม่เดินออกไปจากห้อง เขาคิดว่าแม่ของเขาไม่มีตัวตนอยู่เสียแล้ว แต่เด็กๆ ทุกคนเมื่อเขาค่อยๆ โตขึ้น เขาจะรับรู้ว่า เขาคือบุคคลอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่พ่อ พี่ หรือน้องของเขา เขาเริ่มมีความรู้สึกของตัวตนที่ชัดเจนมากขึ้น แต่สำหรับเด็กบางคน เขาจะถูกแม่หรือพ่อสอนให้ปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง เช่น ถ้าเขาบอกแม่ว่าไม่ชอบคุณป้าที่มาล้อเขาเสมอๆ แม่ก็จะบอกว่าเขาไม่ชอบไม่ได้เพราะแท้จริงแล้ว ป้ารักเขา เขาจะถูกสอนให้เริ่มปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก และเมื่อเติบใหญ่เขาจะกลายเป็นบุคคล ที่ไม่รู้ว่าตัวเองคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร และข้อสำคัญคือเขาจะไม่ไว้ใจความรู้สึกของตัวเองเลย คนประเภทนี้ เมื่อได้ฟังเรื่องอะไรของใคร เขาอาจจะบอกไม่ได้ว่ารู้สึกอย่างไร เขาอาจจะเอาความรู้สึก ของคนเล่าเรื่องมาเป็นเกณฑ์ความรู้สึกของตัวเองก็ได้ ถ้าคุณเผอิญเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ใคร่รู้ว่าตัวเองมีความรู้สึกอย่างไร ทางออกประการหนึ่งก็คือ เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ใครก็ตามเล่าให้คุณฟัง ให้ถามตัวเองเสมอว่า "ฉันรู้สึกอย่างไรในเรื่องนี้" ถ้าคุณหัดถามตัวเองบ่อยๆ ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ คุณจะเริ่มรู้จักกับตัวเองและความรู้สึกที่แท้จริง ของตัวคุณมากขึ้น และเมื่อคุณรู้จักความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง ความรู้สึกที่เกิดกับใจ ไม่ใช่ความรู้สึกที่คุณควรจะรู้สึก แล้วขั้นต่อไปก็คือ ให้คุณหัดที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกแท้จริงของคุณให้ได้ มิเช่นนั้นแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่คุณไม่เคยได้ทำความรู้จักกับตัวตนที่แท้จริงของคุณเลย การรู้จักตัวเอง ความรู้สึกที่แท้จริง และการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม จะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น อย่างยิ่งกับตัวคุณเอง และข้อสำคัญคุณจะได้ไม่ต้องไปผูกความรู้สึกของคุณไว้กับบุคคลอื่นอีกต่อไป
การติดต่อทางอารมณ์ เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนควรจะต้องระวังเพราะมันมีทั้งผลดีผลเสีย ถ้าเป็นอารมณ์ที่เป็นพิษ และคุณรู้ตัวว่า คุณติดต่อกับอารมณ์เหล่านี้ได้ง่าย คุณก็คงจะต้องระวัง เมื่อคุณเข้าไปใกล้ผู้ที่มีอารมณ์เป็นพิษ เพราะคุณจะรับเชื้อเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว หรือถ้าคุณรู้ว่า เป็นคนค่อนข้างจะอ่อนไหวง่าย คุณคงจะต้องสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเองให้ดีขึ้น
แต่ถ้าเป็นอารมณ์ในด้านบวก อารมณ์ที่ดีงาม เช่น ความสุข ความสบายใจ คุณอาจจะยินยอมให้ตัวเอง "ติด" และยอมเป็น "พาหะ" นำสิ่งที่สร้างสรรค์เหล่านี้ให้แพร่กระจายออกไปให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นหัวหน้าครอบครัว หัวหน้างาน ครูอาจารย์ อาจจะทำให้มากขึ้นเพราะใครเล่าจะรู้ว่า คำพูดให้กำลังใจ ความสุขหรือเสียงหัวเราะของคุณ อาจทำให้ชีวิตของคนบางคนเปลี่ยนไปอย่างไม่คาดคิดก็เป็นได้

แรงดึงดูดของผู้ชาย 10 ประการ

(1) ความมั่นใจในตัวเอง
จริงอยู่ถ้าหน้าตาหล่อเหลา ความมั่นใจในตัว เองย่อมเพิ่มมากเป็นธรรมดา แต่ถ้าไม่หล่อละ จะมั่นใจกับเขาไม่ได้เชียว หรือ ถ้าคุณเป็นผู้ชาย คุณต้องบอกกับตัวเองเสมอว่า คุณก็ดูดี มีความมั่น ใจในตัวเองสูง ทำได้ทุกอย่างที่คนอื่นทำกัน และต้องพิสูจน์ว่าคุณทำ ได้จริงๆไม่ใช่ดีแต่ปาก พอเอาเข้าจริงกับไม่ได้เรื่อง การสร้างความมั่นใจ ในตัวเองมีหลายอย่าง เช่นหมั่นหาความรู้เสริมพิเศษให้ตัวเอง หัดยิ้มกับ ตัวเองในกระจก ทำอะไรหลายๆอย่างให้สำเร็จได้จริงๆเป็นรูปเป็นร่าง
(2) แรงดึงดูดทางเพศ
ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า Sex Appeal ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความหล่อหรอกนะ มีผู้ชายเยอะแยะที่หน้าตาหล่อ แต่ไม่มีแรงดึงดูดที่ว่านี้เลยมีถมไป แรงดึงดูดทางเพศไม่ได้หมายถึงคุณเป็นคนลามก แต่หมายความว่าคุณเป็นคนสง่างาม จนคนรู้สึกว่าหาก อยู่ใกล้คุณคงเร้าร้อนทนไม่ไหว อะไรทำนองเนี่ย หรือที่วัยรุ่นเรียกว่าพวก ไม่หล่อแต่เร้าใจ
(3) ควรมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
คือแม้ว่าคุณจะดูไม่ดีตราบที่คุณอยาก มีคู่ควงเป็นหญิงสาวสวยแล้วละก็ คุณต้องสร้างเอกลักษณ์ของคุณมาให้ โดดเด่นจงได้ อาจจะเป็นเรื่องของเสื้อผ้า อาจจะเป็นเรื่องของน้ำหอม หรืออาจเป็นเรื่องของการเป็นคนมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ที่ใครเขา ได้ยินเสียงหัวเราะจะนึกถึงคุณขึ้นมาทันที ทำอย่างไรที่จะยกระดับให้ตัว เองดูมีเอกลักษณะเฉพาะตัว แม้ว่าคุณจะใบหน้าตี๋ก็ตาม เอานาตี๋หล่อก็มีเยอะแยะไป
(4) ต้องมีความเป็นแมน
ความเป็นแมนนี่ดูเหมือนง่าย แต่พอทำจริงๆ มันยากเหลือเกิน ก่อนอื่นความเป็นแมนไม่ได้หมายความว่า คุณต้อง มีขนที่หน้าอกที่ดูเซ็กซี่ ไม่ได้หมายความว่าคุณมีกล้ามเป็นมัดๆ แต่ความ เป็นแมนหมายถึง คุณต้องมีนิสัยเป็นผู้ชาย ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับผู้หญิง ไม่ใช่คนคิดจุกจิก น่าเบื่อ น่ารำคาญ พูดง่ายคือ มีความเป็นผู้นำ อยู่มากในตัวคุณ ความเป็นแมนสร้างได้ไม่ยากนักหรอก เพียงแต่ต้องใช้เวลาและความ อดทนปรับปรุงตัวเองพูดจาเป็นผู้ใหญ่ พยายามสร้างขึ้นมาจากธรรมชาติ ที่อยู่ภายใน ถ้าเปรียบกับนักแสดง ก็เรียกว่าอินเข้าไปในบทละคร ทำนองนั้น
(5) พยายามดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย
ฟังดูเข้าที แต่พอทำ จริงๆก็ยากอีกนั่นแหละ ถ้าไม่พยายามหรือมองแต่ว่ามันมีความยาก เกินกำลังแต่แรกก็เลิกเหอะ ความจริงการทำชีวิตให้เรียบง่ายได้ คุณ จะดูเท่และเก๋มาก คุณสังเกตดูผู้คนรอบๆตัวคุณดูสิ ทุกวันนี้มีกี่ชีวิตที่ เรียบง่ายบ้าง พยายามกินให้ง่าย นอนก็ง่าย แล้วคุณจะดูดีขึ้นทันที ใครด่าหรือนินทาคุณ คุณก็เฉยๆ เสีย
(6) สลัดความเหงาให้เป็น
มีผู้ชายขี้เหงามากมายบนโลก ความเหงา ทำให้จิตใจระส่ำไม่เป็นปกติร้อนรน ลุกลี้ลุกลนบอกไม่ถูก ผู้ชายต้องเข้มแข็งรับได้ทุกสภาพ ไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะโน้มนำไปในทางทุกข์หรือสุข ก็ตาม บางคนทุกข์ก็เสียใจ ฟูมฟาย ตีโพยตีพาย พอสุขก็ดีใจ กระโดดโลดเต้นจนเกินเหตุ ทำให้ระงับอารมณ์ไม่อยู่ คนรู้ไส้รู้พุงหมดว่าคุณกำลัง เป็นอะไร มีบุคลิกที่แท้จริงเป็นแบบไหน จะต้องรู้จักการปล่อยวาง แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นทีละเปลาะ
(7) เป็นคนรักงาน
ไม่ใช่บ้างาน คือทำงานเป็นระเบียบและมีระบบ ในการวางแผนจัดการงานที่ดี สะสางงานไปทีละชิ้น มีแผนการณ์ล่วงหน้า รวมทั้งสนุกกับการทำงานอย่างแท้จริง ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ หมายความ ว่าคุณต้องแบ่งเวลาเป็น เวลางานเป็นเวลางาน ไม่เล่นหยอกล้อ นอกเวลางานก็อย่าคิดในเรื่องงานอีก
(8) ต้องสร้างชีวิตให้โรแมนติก
ชีวิตที่โรแมนติกไม่ได้หมายความว่า มีแต่ดอกกุหลาบและคำหวานตลอดเวลา เพราะของพวกนี้ถ้ามีให้กัน มากๆ ดูเหมือนกลายเป็นเสแสร้งไปทันที ผู้หญิงมักจะเคลิบเคลิ้ม ปลาบปลื้มกับคำถามที่ผู้ชายแสดงความห่วงใยเสมอ อาการโรแมนติก ไม่ใช่การนั่งอยู่หน้าแสงเทียน ทำตาหวานซึ้งเข้าหากัน แค่นึกถึงเธออย่าง จริงใจ น้ำเสียง แววตา และการกระทำต่างหากที่จะเป็นปัจจัยบอกว่าคุณ เป็นคนโรแมนติกหรือไม่
(9) การสร้างอารมณ์ทางเพศในบางขณะ
จะช่วยให้ผู้หญิงมองคุณเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่า คุณต้องไปข่มขืนเธอ หรือขืนใจ หรือลวนลามเธอ อย่าไปทำอย่านั้นเด็ดขาด เพราะหล่อนจะขาด ความนับถือศรัทธาในตัวคุณทันที คุณต้องใช้สายตา วาจา และการแตะ กายเบาๆ โลมเล้าเธอแค่มองก็รู้สึกสะท้าน ไม่ต้องประกบริมฝีปาก แบบเมาท์ทูเมาท์หรอก
(10) คุณต้องสามารถสร้างอารมณ์อ่อนไหวขึ้นมาได้โดยธรรมชาติ
ธรรมชาติผู้หญิงทุกคนจะมีความอ่อนไหวระทวยระทดง่ายกว่าผู้ชาย ด้วยเหตุ แห่งสรีระ หรือ จิตใจก็แล้วแต่ แต่ถ้าคุณอยากมีเสน่ห์มัดหัวใจเจ้าหล่อน ละก็ ต้องจับอารมณ์ของเธอให้อยู่ เพราะอารมณ์ของเธอเปรียบกราฟ ตรีโกณมิติ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสลับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา คุณ พยายามอ่านใจเธอให้ออก ซึ่งเท่ากับว่าคุณได้กำชัยชนะไว้ในมือแล้ว .....หมายความว่าคุณต้องมีความไวในอารมณ์ร่วมเร็วกว่าเจ้าหล่อน ถ้าจะให้ดีต้องทำเป็นแนบเนียน และไม่ให้เธอรู้ตัวว่าคุณถือไพ่เหนือกว่า

เรียนรู้ชายเข้าใจหญิง

สัมพันธภาพระหว่างชายหญิงนั้น แท้จริงแล้วควรจะเป็นเรื่องที่สวยงามและนำมาซึ่งความสุขสมของสัมผัสแห่งความรักที่ก่อเกิดขึ้นในดวงใจของคนทั้งสอง แต่ใช่ว่าสัมพันธภาพดังกล่าวจะดำเนินไปอย่างราบรื่นเหมือนดังที่หวงและตั้งใจเอาไว้
...หลายๆ ครั้ง สาวน้อยต่างแอบร้องไห้คนเดียว เมื่อเขาร้างราจากไป และสาวใหญ่ต้องถอนหายใจเงียบๆคนเดียว ก่อนจะเดินออกไปเผชิญความจริงที่ว่า...เมื่อเขาเป็นอื่น
ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ?? ...เป็นคำถามที่คาใจเสมอๆ และเป็นมาในทุกยุคทุกสมัย
ทำอย่างไรชีวิตคู่จึงจะยืนยาวและเป็นสุขเหมือนใจฝัน... จึงยังคงเป็นคำถามอันดับหนึ่ง ในใจของผู้หญิงทุกคนมาตลอด ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด
คำตอบ... คงจะไม่มี นอกจากบอกว่า การเลือกคู่ชีวิตนั้น ยากกว่าการเลือกคู่นอนมากมายนัก คุณอาจจะหาคู่นอนได้ไม่รู้กี่คนต่อกี่คน แต่ถ้าจะหาคู่ชีวิตให้ได้สักคนแล้ว ช่างยากเย็นกระไรเช่นนั้น และใครที่เคยมีประสบการณ์ตรงในเรื่องนี้ คงจะมีคำตอบที่ดีแก่ตัวเองได้
หลายคนเขียนจดหมายมาถามหรือโทรศัพท์มาถามว่า ทำไมหมอ ผู้ชายจึงเปลี่ยนแปลงไป หลังจากอยู่ด้วยกันแล้ว ทำไมไม่เหมือนเดิม คำตอบก็คือ มีอะไรบ้างในโลกนี้ที่จีรังยั่งยืน นอกจากความตาย ทุกอย่างย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ใจของคนก็เช่นกัน วันนั้นยังรักกันอยู่ แต่วันนี้อาจจะไม่แล้ว และบางครั้งก็ยากที่จะบอกว่า ชายหรือหญิงเปลี่ยนไปก่อน
อีกหลายคนบอกว่า ถ้าจะมีชีวิตคู่ให้มีความสุข ก่อนจะอยู่กินกันควรจะเบิกตาให้กว้าง และหลังจากใช้ชีวิตคู่แล้ว พยายามปิดตาเสียบ้าง
พูดง่ายๆ ก็คือ ก่อนจะตกลงปลงใจกับใครสักคนหนึ่ง พยายามเบิกตาให้กว้างไว้ มองให้ดี ตรองให้ดี อย่าทำให้เหมือนที่เขาว่า "ความรักทำให้ตาบอด" การจะใช้ชีวิตคู่กับใครสักคนหนึ่งนั้น ต้องอาศัย "รักแท้" แม้ว่ารักแรกพบอาจจะกลายเป็นรักแท้ในภายหลังได้ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ รักแท้ส่วนใหญ่ไม่ใช่เกิดจากรักแรกพบ รักแท้ส่วนใหญ่ จึงเป็นความจริง แต่รักแรกพบส่วนใหญ่ เป็นสิ่งลวงตา คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ความจริงย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ!!
อยากจะเตือนคุณผู้หญิงว่า อย่าให้ความรักที่คุณมีต่อเขามาทำให้คุณตาบอดมืดมัว จนยอมเป็นของเขาก่อนเวลาอันสมควร ด้วยความคิดที่ว่า เขาน่าจะเป็นคนรับผิดชอบ เพราะรับรองได้เลยว่า บทพิศวาสที่คุณให้กับเขา หรือเขาปรนเปรอจนคุณหลงไหลได้ปลื้มไปกับเขาด้วยนั้น ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่า สัมพันธภาพของคุณกับเขาจะยาวนานตลอดไป และเมื่อความรักจืดจางไป พร้อมกับเวลาที่คุณกับเขาต้องจากกัน คุณจะรู้ว่าจริง!
มาตรฐานสองชั้น ในสังคมตะวันออกของเราก็ยังคงมีปัญหากับคุณผู้หญิงเสมอ เพราะรับรองได้เลยว่า โอกาสที่คุณจะเจอผู้ชายที่พร้อมจะรักคุณ เข้าใจคุณ และใช้ชีวิตคู่กับคุณอย่างสุขสมโดยบอกคุณว่า... แม้เธอผ่านชายร้อยชายฉันก็ยังรักเธอ คงจะเป็นภาพลวงตามากกว่าความเป็นจริง
ในคำพูดที่เขาบอกคุณว่า ผมรักคุณ ผมรักคุณ ผมรักคุณนั้น สิ่งที่อยู่ในใจของเขาก็คือ เมื่อไรคุณจึงจะยอมเป็นของผม เพราะเขาต้องการสัมพันธ์ภาพทางกายด้วย ต้องขอแก้แทนผู้ชายบ้างเหมือนกัน ในกรณีนี้ว่า ไม่ใช่ว่าการที่ผู้ชายคิดจะมีความสัมพันธ์ทางกายที่ลึกซึ้งกับผู้หญิง เป็นเรื่องที่ไม่ดีงาม แท้ที่จริงแล้ว เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติการเจริญพันธุ์ที่ทำให้ผู้ชายคิดแบบนั้น
การที่ผู้ชายคิดอยากจะมีเซ็กซ์กับผู้หญิง จึงเป็นเรื่องของธรรมชาติ!! และการที่ผู้หญิงมีเซ็กซ์กับผู้ชาย ก็เป็นไปตามที่ธรรมชาติเรียกร้องเช่นกัน ผู้หญิงเกิดมาเพื่อต้องการความรัก แสวงหาความรักความอบอุ่นจากใครสักคนหนึ่ง และเมื่อคิดว่า พบคนๆนั้นแล้ว เธอก็ยอมที่จะมีสัมพันธ์สวาทกับเขา เพื่อที่จะให้เขารักเธอตลอดไป ทั้งๆ ที่ ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น
ผู้หญิง จึงยอมมีเซ็กซ์เพื่อที่จะแลกกับความรัก ในขณะที่ผู้ชายขายความรักเพื่อที่จะมีเซ็กซ์??? คุณว่า ประโยคดังกล่าวนั้น เป็นความจริงหรือสิ่งลวงตา หลายคนคงจะพบกับคำตอบแล้วว่า...เป็นอะไร แต่ขอเรียนให้ทราบเลยว่า... เมื่อถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจ ระหว่างบทพิศวาทที่ซาบซึ้งกับผู้หญิงคนใดคนหนึ่ง กับเรื่องราวอื่นที่สำคัญกว่า โดยเฉพาะหน้าที่การงาน หรือสถานภาพทางสังคมแล้ว ผู้หญิงจะเป็นผู้ได้รับเลือก... เลือกที่จะถูกคัดออกไปจากชีวิตของเขา
นี่แหละครับชีวิต... บางครั้งมันก็โหดร้ายเกินไปกว่าจะเขียนให้อ่านกัน แต่ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงวันยังค่ำ ไม่ได้เขียนให้คุณเกลียด ไม่ชอบ หรือไม่รักผู้ชาย เพียงแต่อยากให้ทราบว่า ความเป็นจริงของชีวิตคืออะไร และที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ การสำรวจทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ของชายชาตรีเมื่อปีที่ผ่านไปหมาดๆ นั้น ยังได้ผลตรงกันเกี่ยวกับเรื่องที่ผู้ชายกังวลสนใจมากที่สุดมาในทุกยุคทุกสมัยและไม่เคยเปลี่ยนใจเลยก็คือ ...ทำอย่างไร ผมจึงจะทราบว่า ผู้หญิงที่ผมจะมีสัมพันธ์ด้วย ไม่เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับใครมาก่อน นั่น ก็เป็นความจริงที่ไม่ใช่ภาพลวงตาเช่นกัน
คุณคงอยากถามว่า แล้วตอนนั้น มาบอกรักทำไมล่ะ ก็ตอนนั้นเขาก็รักคุณจริงๆ นี่นา ไม่ได้หลอกลวงคุณให้ไหลหลงเสียหน่อย แต่ก็ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าความรักเมื่อเกิดขึ้นได้ ก็ย่อมดับลงได้ และเมื่อความรักดับลงไปแล้ว แต่ละคนก็คงจะต้องไปตามทางของตัวเอง อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ และแล้วการเสียความบริสุทธิ์ ดังกล่าวก็เกิดขึ้นตามมาตรฐานสองชั้น!! เมื่อไรผู้หญิง จึงจะรู้จักปฏิเสธการมีความสัมพันธ์กับผู้ชายที่ไม่เป็นของคุณเป็นคนแรกบ้าง!! อดข้าวดอกนะเจ้าจะวางวาย ไม่ตายเพราะอดเสน่หาหรอก และถ้าคุณคิดว่าในยุคนี้ ถ้าจะหาชายแบบนั้นได้ยากแล้วละก็ อยู่อย่างเป็นคนโสดที่มีความสุข มีเพื่อนฝูงมากๆ ดีกว่า เหมือนคำกลอนที่ว่า ...แม้นแผ่นดินสิ้นชายที่พึงเชย อย่ามีคู่เสียเลยจะดีกว่า...
แต่ถ้าคุณเลือก ผู้ชายที่แสนดีคนหนึ่งมาเป็นคู่ชีวิตของคุณได้แล้ว ขอบอกคุณๆ เหมือนที่เคยสอนลูกสาวของผมเสมอๆ ว่า ในยุคนี้สมัยนี้หาผู้ชายที่ดีๆ และแท้ๆ สักคนได้ยากเข้าไปทุกวันแล้ว ถ้าแม้นหลุดเข้ามาในชีวิตแล้วละก็ ทำอย่างไรก็ได้ อย่าให้หลุดมือไปเลย แต่อย่าไปแย่งของคนอื่นเขา... เท่านั้นเอง
คุณต้องพยายามรักวันเติมวัน... เพราะผู้ชายของคุณขี้เหงาและมักจะขาดรักโดยไม่รู้ตัว รักเขา ให้กำลังใจเขา และยืนเคียงข้างผู้ชายของคุณในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเลวร้ายขนาดไหน เพราะเขาเป็นคนที่คุณเลือก THE SURRENDER WIFE จึงเป็นหนังสือที่คุณต้องอ่าน ถ้าคุณมีสามีที่แสนดีสักคน แต่ถ้าเขาคนนั้น ไม่ได้เป็นเหมือนที่คุณหวังและตั้งใจ รวมทั้งอาจนำมาให้ชีวิตคุณเลวร้ายลงไปกว่าเดิมแล้วละก็ คุณเท่านั้น...ที่จะเป็นคนตัดสินใจว่า ควรจะทำอย่างไรให้คนที่คุณสมควรให้ความรักมากที่สุด เพราะคนคนนั้นก็คือ...คุณนั่นเอง
ย่อมเป็นที่แน่นอนว่า การครองรักครองเรือนย่อมประกอบด้วย ผู้ชาย ผู้หญิง และพยานรัก การแสวงหาความรักความผูกพันระหว่างคนสองคนที่มาอยู่ด้วยกัน ใช้ชีวิตคู่กันนั้น หลายต่อหลายคน จึงแสวงหา...ลูกน้อย ไว้เป็นโซ่ทองคล้องชีวิตคู่ อยากจะบอกว่า ลูก นั่นแหละ ที่ทำให้ผู้หญิงเกิดความรู้สึกที่เป็นแม่ และลูกนั่นแหละ ที่ทำให้ผู้ชายที่มีคุณสมบัติจะเป็นพ่อ กลายเป็นคนนุ่มนวลโอบอ้อมอารี ด้วยความไร้เดียงสาที่ลูกๆ มีต่อพ่อ
การจะมีชีวิตคู่นั้น ลูกจึงเป็นคนที่จะเชื่อมสัมพันธ์ภาพระหว่างชายผู้เป็นพ่อ และหญิงผู้เป็นแม่เสมอ จึงควรที่จะเลี้ยงลูกด้วยความรัก ไม่ว่าจะเป็นลูกชายหรือลูกสาว เลี้ยงดูให้ลูกๆ ทุกคน เห็นความรักที่สวยงามของพ่อแม่ ตั้งแต่พวกเขายังเล็กๆ เพื่อที่เขาจะได้เติบใหญ่ไปเป็น ผู้ชายที่แสนดี และผู้หญิงที่แสนจะน่ารัก และมีคู่ครองที่น่ารัก...ต่อไป

รักแท้...ไม่แพ้ใกล้ชิด

คนที่มีความรักแท้เท่านั้นที่จะเข้าใจว่า ความรักที่แท้จริงเป็นเช่นไร... แต่รักแท้ ไม่ใช่หาได้ง่าย บางคนแสวงหาความรักแท้จนเข้าวัยชราจึงจะพบก็มี หลายคนเมื่อย่างเข้าวัย 30 แล้ว ยังคงอยู่เป็นโสดก็เริ่มสงสัยว่า ในชีวิตของเราจะพบกับความรักไหมหนอ จะได้อยู่ครองคู่กับคนรักไหม ทำไมจึงยังไม่มีใครมารักเรา บางครั้งเขารักกับใครไปจนทั่ว แต่หา "เธอ" คนนั้นไม่พบ เขาคิดเข้าข้างตัวเองว่า "อกหักดีกว่ารักไม่เป็น" และเขาก็อกหักอยู่เป็นประจำ เพราะเธอทอดทิ้งเขาไป หาหนุ่มคนใหม่ที่อาจจะมีเสน่ห์กว่า เอาใจมากกว่า และแน่นอน อาจจะร่ำรวยกว่า จนมีคำเขียนท้ายรถว่า "รักแท้แพ้เงินตรา" และ "เงินจางนางจร" แต่ไม่จริงหรอกครับ ที่ผู้หญิงจะคิดถึงเงินตรามากกว่าความรัก แม้ว่าในยุคนี้เป็นยุคแห่งวัตถุนิยม ทุกคนแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพื่อร่ำรวย เพื่ออำนาจวาสนา เพื่อชื่อเสียง ในท้ายที่สุดแล้วถ้าเธอจะเลือก เธอจะเลือก "ความรัก" ขอแต่คุณทำให้เธอแน่ใจเท่านั้นละครับว่า คุณรักเธอจริง ผู้หญิงเกือบทุกคนมีสัญชาตญาณที่จะรับรู้ว่า "เขา" คนนั้น รักเธอจริงหรือไม่?? และเมื่อเธอทราบว่า เขารักเธอ เธอจะเลือกที่ยืนเคียงข้างเขา เธอสามารถที่จะสละความสุขสบายส่วนตัวเพื่อเขาได้ รวมทั้งในยามที่คับขัน เธออาจที่จะเสียสละชีวิตของเธอเพื่อปกป้องเขาผู้เป็นที่รัก อ่านแล้วอาจจะเหมือนนิยายในฝัน จริงครับ ยากนักที่จะหาในยุคสมัยนี้ แต่ถ้าคุณอดทนรอคอยและแสวงหา...วันหนึ่งคุณจะพบ โลกเราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่หลีกหนีธรรมชาติไปมากจนเกือบจะถึงที่สุดแล้ว ไม่ช้าไม่นาน ลูกตุ้มแห่งกาลเวลาก็จะย้อนกลับ และนำเอาความรักที่ดีงามตามธรรมชาติกลับคืนมา เธอก็หาเขาอยู่! เธอมีความรักก็หลายครั้ง เธอผิดหวัง เธอเสียใจ เธอแอบร้องไห้คนเดียว โดยไม่หวังจะให้ใครมาเห็นใจหรือปลอบใจ แต่เธอก็มีกำลังใจที่จะสู้โลกและชีวิตนี้ต่อไป... เพราะพรหมลิขิตบอกให้เธอรอที่จะพบเขา
"พรหมลิขิตบันดาลชักพา ดลให้มาพบกันทันใด ก่อนนี้อยู่กันแสนไกล พรหมลิขิตดลจิตใจ ฉันจึงได้มาใกล้กับเธอ... เออชะรอยคงเป็นเนื้อคู่ เคยอุ้มชูเลี้ยงดูบำเรอ แต่ครั้งแรกเมื่อพบเธอ ใจฉันเชื่อเมื่อแรกเจอ ฉันและเธอคือคู่สร้างมา"
เพลง "พรหมลิขิต" ขับร้องและทำนองโดยครูเอื้อ สุนทรสนาน ปราชญ์และบรมครูแห่งวงสุนทราภรณ์ เพลงนี้เป็นที่กินใจของหนุ่มสาวในยุคหนึ่งเป็นยิ่งนัก เพราะคิดกันว่า การที่คนสองคนจะต้องมามีสัมพันธภาพกันนั้น เป็นลิขิตของฟ้า เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิต และบุพเพสันนิวาสบ้างไหม... ในบทเพลง 'บุพเพสันนิวาส' นั้น ครูเอื้อขับร้องได้ไพเราะเพราะพริ้งว่า
"รักไม่มีพรมแดน รักไม่มีศาสนา แม้นใครบุญญาได้ครองกันมา พรหมลิขิตพาชื่นใจ"
รักเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ ความรักเช่นนั้นให้โทษ อย่าไปโกรธโทษรักไม่ได้"
ความรักของหนุ่มสาวในทุกยุคทุกสมัย มักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันด่วน เรียกว่า เจอหน้าก็ปิ๊งเลย และบางครั้งก็กลายเป็นรักชั่วข้ามคืน ที่เมื่อเสร็จสมอารมณ์รักแล้ว ในเช้าวันรุ่งขึ้น ก็เหมือนคนแปลกหน้าสองคนที่มาพบกัน แล้วแยกจากกันไป คุณเชื่อในความรักไหม คุณเชื่อไหม...ว่าอำนาจของความรักมีจริง อานุภาพแห่งความรักแท้นั้น เหลือที่จะกล่าวอ้างถึงได้ เพราะในความรักแท้นั้น คุณอยากให้เขาได้ดีมีสุข อยากให้เธอเจริญก้าวหน้ามีอนาคตที่มั่นคงสดใส ปลอดภัยจากภยันตรายต่างๆ ที่จะมากรายใกล้ และจะคอยเฝ้าห่วงและดูแลเธอจนกว่าความตายจะมาแยกเธอไปจากเขา คนที่มีความรักแท้จะมีความสุข คนที่มีความรักแท้จะมั่นใจในความรัก เขาคนนั้นอยู่ที่ไหน... รักแท้เป็นฉันใด เธออยากที่จะรู้ ถ้าคุณเป็นเขาคนนั้น... วันหนึ่งคุณก็พบเธอ คุณรู้ทันทีว่า เธอคนนี้แหละที่รอคอยพบกับคุณอยู่ เธอเป็นคู่ของคุณ คู่ที่อาจจะตามมาพบจากชาติภพหนึ่งมายังอีกชาติภพหนึ่ง ถ้าคุณเชื่อว่า คนเรานั้นเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร คุณคงเชื่อว่าในแต่ละชาติภพหนึ่งนั้น คุณจะมีเนื้อคู่อยู่...คู่แท้ในชาติภพนั้น บางครั้งบางครา คู่รักในแต่ละชาติภพจะตามมาพบกับคุณในชาติภพปัจจุบัน!! แบบนี้เส้นลายมือที่เรียกว่า เส้นแห่งความรัก หรือบางคนเรียกว่า เส้นแต่งงานซึ่งอยู่ที่ด้านข้างมือ ใต้นิ้วก้อยคงจะมีมากกว่า 1 เส้น บางเส้นก็จบลงด้วยการแต่งงาน บางเส้นก็จบลงด้วยการแยกทางจากกันไปก่อนวันวิวาห์ บางเส้นอยู่ด้วยกันแบบใช้ชีวิตคู่สักระยะก็ต้องแยกกันไป เพื่อที่จะพบกับคู่อีกคนหนึ่ง นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า คนแรกไม่ใช่คู่แท้ หรืออาจจะเป็นแค่คู่กรรม เมื่อกรรมหมดแล้วก็ต้องแยกจากกันไป รอเวลาที่จะพบกับคู่บุญ...คู่ชีวิต เธอกับเขาที่คิดตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ก็คงจะตอบว่า ไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้
แต่เธอกับเขาที่ได้รับปรากฏการณ์ตรงเหล่านั้น โดยหาคำอธิบายอย่างมีเหตุมีผลไม่ได้ก็อาจจะเชื่อว่า บุพเพสันนิวาส และพรหมลิขิตมีจริง บางคนสมหวังในความรัก บางคนผิดหวังในความรัก ไม่ว่าคุณจะสมหวังหรือผิดหวังในความรัก ก็ขออย่าให้หมดหวังในความรัก... เพราะความรักเท่านั้น ที่เป็นสิ่งค้ำจุนทุกสรรพสิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้

0 รักแท้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่จืดจางหายไปจากใจของเขาและเธอ
0 รักแท้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เธอกับเขาจะคิดถึงกันตลอดไปและสม่ำเสมอ
0 รักแท้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เธอและเขามีความสุขปราศจากความระแวงในคนรัก
0 รักแท้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้เธอและเขามองโลกในแง่ดี มีกำลังใจที่จะประกอบกิจการต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้
0 รักแท้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีความเกลียด แม้จะโกรธกันบ้างตามวิสัยปุถุชน แต่ก็จะให้อภัยกันและระงับการโกรธได้อย่างรวดเร็ว

จะหารักแท้ได้นั้น ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ รักแรกพบอาจจะเปลี่ยนเป็นความรักแท้ได้ แต่รักแท้นั้น ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่รักแรกพบ รักแท้เกิดจากการฟูมฟักรดน้ำพรวนดิน ต้นไม้แห่งรักให้เจริญเติบโตงอกงามผลิดอกออกผลให้เจ้าของต้นรักได้ภาคภูมิใจ เธอกับเขา เมื่อเกิดรักแท้แล้ว จะเข้าใจกัน ไว้ใจกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เคารพนับถือซึ่งกันและกัน รวมทั้งให้อภัยกันเสมอเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำอะไรผิดพลาดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และตั้งใจที่จะไม่กระทำผิดต่อเธอและเขาผู้เป็นที่รักอีก คนที่มีรักแท้และเข้าใจกันเท่านั้นที่จะพบความสุขของการใช้ชีวิตคู่ ไม่ว่าจะอยู่รวมกันในบ้านเดียวกัน หรือแยกกันอยู่เพราะหน้าที่การงานหรือเหตุผลส่วนตัวอื่นๆ เธอกับเขา ในความเป็นจริงแล้ว แตกต่างทั้งในทางความคิดความอ่าน รวมทั้งการแสดงออกต่างๆ
จอห์นเกรย์ เขียนหนังสือพอคเก็ตบุ๊คขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เรื่อง 'Woman Are From Venus Men Are From Mars' ก็เพราะความแตกต่างของเธอกับเขา เธอเป็นเทพธิดาผู้อ่อนหวานและน่ารักจากดาวพระศุกร์ เขาเป็นเทพบุตรนักรบผู้ห้าวหาญจากดาวอังคาร
เธอมีความเข้มแข็งซ่อนอยู่ภายใต้ความอ่อนแอที่แสดงออกทางภายนอก เขามีความอ่อนแออยู่ลึกๆ ภายใน ภายใต้สีหน้า แววตา และร่างกายที่บึกบึนของเขา เธอและเขาต่างก็มีจุดอ่อน และจุดแข็งอยู่ในตนเอง ถ้าเธอและเขารักกันเข้าใจกันแล้ว ทั้งเธอและเขาจะสามารถช่วยปิดบังจุดอ่อนของอีกฝ่ายไว้ได้ และจะช่วยกันเสริมสร้างจุดแข็งของแต่ละฝ่ายให้แสดงออกมา ...แบบนี้ รักแท้ ไม่มีทางแพ้ใกล้ชิด!!

รักตัวเองไม่เป็น

กิจกรรมนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต คือ การไปนั่งรับโทรศัพท์การบริจาคเงินเพื่อการกุศลทางรายการทีวีช่องหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ นับว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต
ผมต้องเตือนตัวเองว่าจะต้องพูดกับคนที่โทรมาให้ดีๆ ชัดๆ เพราะเขามีจิตใจดี อยากบริจาคเงินเพื่อการกุศล จะมากหรือน้อยก็ไม่เป็นไร
มีสตรีคนหนึ่งโทรมาจากต่างจังหวัดขอบริจาค 100 บาท เธอถามด้วยเสียงที่แสดงความเกรงใจว่า บริจาค 100 บาทได้ไหม? ผมรีบตอบว่า ได้ครับ บริจาคมากหรือน้อยก็ได้บุญเท่ากัน ผมเข้าใจในความพร้อมหรือความมีของแต่ละคนซึ่งไม่เท่ากัน แต่ความตั้งใจดีและการลงมือทำสิ่งดีนั้นเป็นเรื่องของบุญ ซึ่งผมมั่นใจว่าได้บุญทั้งนั้น
โดยเฉพาะคนที่ฐานะไม่ดี ถ้าบริจาค 100 บาท เขาจะต้องคิดหรืออาจจะเดือดร้อนในวันต่อๆ ไปก็ได้ น่าจะได้บุญมากกว่าคนมีเงินพันล้านแล้วบริจาค 1 ล้านบาทด้วยซ้ำไป เพราะเขาจะไม่เดือดร้อนจากการบริจาคของเขาแน่ๆ
สตรีผู้นั้นโทรมาสักพักหนึ่งแล้วก็โทรกลับมาอีก เพราะครั้งแรกมัวเกรงใจ เธอจดที่จะส่งเงินมาให้ไม่ทันจึงโทรมาถามใหม่ ผมคิดว่าค่าโทรศัพท์วันนั้นอาจจะเฉียด 100 บางด้วยซ้ำ แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องของกุศลกรรมซ้ำซ้อนที่มีแต่ดีกับดีมากขึ้นครับ
ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้ได้ยินเสียงของคนหลายๆ คนที่โทรมาเพื่อการ "ให้" เสียงเหล่านั้นฟังดูอบอุ่น มั่นใจ เป็นมิตร เป็นสุข มีหลายคนที่เคยรู้จักผมแต่ไม่ได้พบกันนาน บางรายไม่ทราบเบอร์โทรของผมได้โทรมาคุยหรือโทรมาบริจาคด้วย เพราะไม่เคยเห็นออกทีวีแบบนี้มาก่อน ก็น่ารักไปอีกแบบ วันนั้นกลับบ้านดึกแต่ก็อิ่มใจครับ
คนที่นึกถึงคนอื่น และนึกถึงการช่วยคนอื่นหรือช่วยสังคม จะทำให้นึกถึงตัวเองน้อยลง และนึกถึงการจับผิดตัวเองน้อยลง ทำให้เป็นทุกข์น้อยลง และมีความสุขมากขึ้นครับ
ผมได้พบผู้ทุกข์ที่มาปรึกษาด้วยความทุกข์ทางใจมากมาย ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่
1. นึกถึงแต่ตัวเองในแง่ไม่ดี
2. ลืมนึกถึงสิ่งดีๆ ในตัวเอง
3. ลืมนึกถึงคนอื่นที่อยู่ร่วมโลกในแง่ดี
4. มักจะระแวงคนอื่นหรือคิดว่าเขาคงจะมองหรือนึกถึงเขาเหล่านั้นในแง่ไม่ดี
5. ลืมการทำกิจกรรมที่ดีๆ ในชีวิต เช่น การให้สิ่งดีๆ กับตัวเองและให้สิ่งที่ดีๆ กับคนอื่น การให้นั้นไม่ได้หมายถึงเงินทองหรือสิ่งของเสมอไปหรอก แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่ดีๆ คำพูดดีๆ การให้กำลังใจ ให้คำชื่นชมยกย่องตนเองและคนอื่น เป็นต้น
6. ความคิดซ้ำๆ ในเรื่องที่ไม่ดีของตัวเอง ทำให้เกิดความทุกข์ บางรายถึงกับเครียดจัด มีอาการต่างๆ จนถึงขั้นทำกิจกรรมตามปกติไม่ได้
7. ความคิดซ้ำๆ ที่ไม่ดีเหล่านี้เลิกคิดไม่ได้ แม้จะรู้ว่าไม่ดีและอยากเลิก เป็นลักษณะของ Impulsivity ยกตัวอย่างเช่น สตรีบางคนมีฐานะ การงาน การเงินดี การศึกษาดี มีความรู้สึกว่าตัวเองมีน้ำหนักมาก หรือคิดว่าอ้วน (ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้อ้วน) เธอก็คิดซ้ำๆ ว่าไม่อยากอ้วน เวลากินอะไรเข้าไปก็จะเอานิ้วมือล้วงคอ ทำให้อาหารขย้อนออกมาทุกครั้ง จนต่อๆ มาเมื่อกินอะไรเข้าไปแม้มิได้เอานิ้วล้วงคอ อาหารก็จะขย้อนออกมาโดยอัตโนมัติ ทำให้ร่างกายขาดอาหาร ขาดน้ำ ผอมแห้ง ทำกิจวัตรประจำวันลำบาก แต่ก็ยังคิดและมีลักษณะดังกล่าวตลอดเวลา
หรือบางคนที่คิดถึงแต่ปมด้อยของตนเอง (ปมด้อยคือ ความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองด้อย โดยที่คนอื่นไม่รู้หรือรู้สึกว่าไม่สำคัญอะไรนัก) ซึ่งมักเป็นความรู้สึกในอดีต ที่เคยผิดหวังหรือรู้สึกเจ็บปวด เช่น ถูกเปรียบเทียบ ถูกทำร้ายทางกายหรือทางจิตใจ ถูกหลอกลวง ถูกทิ้ง ถูกล้อ หรือได้รับความไม่ยุติธรรมจากสังคม เขาก็จะวนเวียนคิดถึงสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอ ทำให้หมดความสุขและมองตัวเองไม่ดี
แม้ปากจะบอกว่ารักตัวเอง อยากให้ตัวเองได้ดีมีความสุข แต่จิตใจในระดับจิตใต้สำนึกยังตำหนิตัวเอง ด่าว่าตัวเองเสมอเหมือนคอยเอาหอกดาบมาทิ่มแทงตัวเองให้เจ็บปวดเสมอ แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร
ผมเรียกโรคของความทุกข์แบบนี้ว่าเป็น "โรครักตัวเองไม่เป็น" ซึ่งมีความคิดดัง 7 ข้อที่กล่าวมาแล้ว บุคคลเหล่านี้มักจะมีลักษณะทั่วไปคือ
1. มีความเป็นเด็กอยู่มาก ไม่บรรลุนิติภาวะทางอารมณ์และจิตใจ (Immaturity)
2. มองโลกในแง่ร้าย (Pessimist)
3. ย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive Compulsive)
4. มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิด (Guity) ตลอดเวลา
5. รู้สึกพอใจกับความเจ็บปวดของตัวเองในระดับจิตใต้สำนึก (Masochistic-Subconsciously)
6. ชอบปฏิเสธสิ่งดีหรือความเป็นจริง (Denial)
7. มักมีประสบการณ์ที่ไม่ดีในชีวิตที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมนั้น ทำให้รู้สึกเจ็บปวด และเก็บสะสมไว้ในระดับจิตใต้สำนึก เป็นเรื่องของบาดแผลชีวิตที่บอกใครไม่ได้ หรือมองข้ามไปแล้วโดยคิดว่าไม่สำคัญ แต่ความจริงเขายังเก็บไว้ในระดับจิตใต้สำนึกอยู่
พฤติกรรมของ "โรครักตัวเองไม่เป็น" นี้ น่าจะรวมถึงนักการเมือง ข้าราชการ พ่อค้า ที่ร่ำรวยอยู่แล้วแต่ยังโกง คอรัปชั่น หักหลัง เพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง โดยปากก็บอกว่ารักชาติ รักตัวเอง แต่ผลของการกระทำนั้นทำให้ชาติล่มจม และตนเองก็ถูกด่าประณามต่างๆ ก็ทนเจ็บปวดเอา และความเจ็บปวดนั้นจะกระทบกระทั่งมาถึงครอบครัวด้วย แต่เขายังเลิกไม่ได้แม้จะเจ็บหรือทุกข์ก็ตาม แต่ก็มีพวกที่โกงหรือคอรัปชั่นแล้วไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย กลับรู้สึกสบายดี หรือหลงใหลในเกียรติยศจอมปลอม และยังทำต่อไปได้เรื่อยๆ พวกนี้เขาเรียกว่า พวกหน้าด้าน หรือพวกอันธพาลต่อต้านสังคม (Antisocial) พวกนี้จะขาดคุณธรรม ทำให้ไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกเจ็บอาย แม้จะเอาไปลงโทษหรือยิงเป้าให้ตายก็ไม่รู้สึกหรอก และไม่หายด้วย ซึ่งพวกหน้าด้านนี้จะพบได้มากกว่าพวกที่เจ็บปวดจากการไม่รักตัวเอง
ผู้ที่เป็นโรค "รักตัวเองไม่เป็น" นี้ เป็นพวกที่น่าสงสารมาก บางคนทุกข์เจียนตาย เล่าให้ใครฟังก็มักไม่ได้รับความเห็นใจ มีแต่คนหมั่นไส้หรือสมน้ำหน้า เพราะเขาไม่เข้าใจ
นับวันเราจะพบผู้คนที่เป็นโรคนี้มากขึ้น บางคนแม้จะไม่ทุกข์มาก มีบุคลิกภาพของคนที่รักตัวเองไม่เป็น เช่น แม้เขาจะเก่ง รวย สวย แต่ก็ยังมีบุคลิกภาพที่แสดงถึงความรักตัวเองไม่เป็น เช่น
1. อิจฉาริษยาคนอื่น
2. ชอบใส่ความคนอื่น
3. จับผิดคนอื่น
4. ตำหนิติเตียนคนอื่น
5. ตัดสินคนอื่นโดยใช้ตัวเองเป็นหลัก
6. ระแวงสงสัยบ่อยๆ
7. เหงา ว้าเหว่
8. ก้าวร้าว
เนื่องจากความรู้สึกที่คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ ยังรักตัวเองตามความเป็นจริงไม่ได้ จึงต้องพยายามยกตัวเองให้สูงไว้ และกดคนอื่นให้ต่ำลงหรือมีความผิด เขาหาความสุขไม่ได้หรอก เคร่งเครียด สร้างศัตรูตลอด

คนที่จะมีความสุขได้และนับเป็นคนปกติได้นั้นคือคนที่
1. ภาคภูมิใจและเชื่อมั่นตัวเองตามความเป็นจริงในขณะนั้น แม้ขาด้วน สอบตก ค้าขายขาดทุน ไม่สวย ไม่หล่อ ก็ยังภาคภูมิใจและเชื่อมั่นตัวเองได้ตามความเป็นจริง ส่วนวิธีการจะภาคภูมิใจตัวเอง ตามความเป็นจริงนั้น ต้องมีการฝึกใหม่ (ผมเคยเขียนไปบ้างแล้ว) และยกเลิกความคิดแบบเก่า ที่ต้องรอให้ได้สิ่งนั้นสิ่งนี้แล้วจึงภาคภูมิใจเสียให้หมด
2. รู้จักถ่อมตัวและให้ความสำคัญคนอื่นได้ จะเกิดความเป็นมิตรและความรักได้ง่าย
3. รักตัวเองเป็น-รักคนอื่นได้
4. ช่วยตัวเองได้มากขึ้น ช่วยคนอื่นให้มากขึ้น โดยเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ทำให้มีพลังที่จะทำความดี โดยการช่วยตัวเองมากขึ้น และช่วยคนอื่นมากขึ้น เพื่อหวังว่าชีวิตจะได้รับสิ่งที่ดีๆ ขึ้นตั้งแต่บัดนี้จนตายจากไป ส่วนที่จะได้ดีจริงไหมก็ไม่สำคัญ เพราะใจอยากทำสิ่งดีแล้ว เขาจะสนใจตัวเองน้อยลง สนใจการทำความดีมากขึ้น จะมีคนชอบมากขึ้น และเขาจะชอบตัวเองได้มากขึ้น อนาคตก็น่าจะไม่ลำบากหรอก
คนที่โทรมาบริจาคเงินการกุศลนั้น ก็ถือได้ว่ารู้จักรักตัวเองเป็น ไม่คิดถึงตัวเองในแง่ไม่ดี พร้อมจะช่วยตัวเองและช่วยคนอื่น ไม่ว่าจะยากจนหรือร่ำรวยก็ตาม
โรครักตัวเองไม่เป็นนี้ถ้าเป็นน้อยๆ ก็พอจะปรับปรุงตัวเองได้ และถ้าเป็นมากๆ ก็คงต้องหาผู้รู้มาช่วยแนะนำรักษาแล้วล่ะครับ แต่ส่วนใหญ่คนมักจะไม่ปรึกษาผู้รู้ คนไทยมักจะอายในเรื่องที่ไม่ควรอาย ก็คงต้องทุกข์ไปอีกนาน ซึ่งคงเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ค่านิยม และวิบากกรรมแล้วละครับ